เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ไทยชูเป้าปี’78 ลดคาร์บอน 109 ล้านตัน

31 ก.ค. 2568 | 16:19น.
Carbon คาร์บอน

Carbon คาร์บอน

ไทยเร่งยกระดับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก NDC 3.0 ลดก๊าซคาร์บอน 109 ล้านตันภายในปี 2578 เสนอที่ประชุม COP30 พ.ย. 68 ชี้เงื่อนไขสำคัญต้องมีเทคโนโลยีพลังงานไฟฟ้าจากไฮโดรเจน BESS และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ SMR ชูความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานสู้เวียดนาม-อินโดฯ เตรียมพร้อมดึงนักลงทุนสีเขียวทั่วโลก แม้เจอแรงทรัมป์กดดัน ทำสถานการณ์ยั่งยืนระส่ำ

นายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า ประเทศไทยเดินหน้ายกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก ภายใต้ NDC 3.0 ลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 109.2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2578 หรือภายใน 10 ปีข้างหน้า โดย NDC 3.0 จะเปลี่ยนรูปแบบการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เปรียบเทียบกับกรณีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามปกติที่ไม่มีการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจก (BAU) ไปเป็นการเปรียบเทียบกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง ณ ปี พ.ศ. 2562 ครอบคลุมทุกภาคส่วนเศรษฐกิจ (Economy-Wide) พร้อมตั้งเป้าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ ไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2578

ซึ่งรวมการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้ และการใช้ประโยชน์จากที่ดิน (LULUCF) ที่คาดว่าจะสามารถดูดกลับได้ไม่น้อยกว่า 118 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ตามเป้าหมายความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Agreement) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยลดก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินการเองในประเทศ (Unconditional Target) ได้ 76.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

และจากการขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศ (Conditional Target) อีก 32.8 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า อย่างไรก็ดี หากประเทศไทยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ถึง ร้อยละ 60 จากปีฐาน พ.ศ. 2562

สำหรับมาตรการสำคัญที่สามารถยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60% เพื่อนำไปสู่เป้าหมาย NDC 3.0 มาจากการขยายผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ปี พ.ศ. 2564-2573 ซึ่งจะเป็นการดำเนินการเองได้ในภายในประเทศ และการขอรับการสนับสนุนจากต่างประเทศในเทคโนโลยีที่มีการลงทุนสูง ได้แก่ เทคโนโลยีไฮโดรเจนในภาคการผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรม Battery Energy storage System (BESS) เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCUS) โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors : SMR) เป็นต้น

ทั้งนี้ เป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก NDC 3.0 มีกำหนดเสนอต่อสำนักเลขาธิการของ UNFCCC ภายในเดือนกันยายน 2568 ก่อนการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 30 (Conference of the Parties-COP30) ณ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ในช่วงวันที่ 10-21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

นอกจากนี้ กรมยังเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกจากการใช้พลังงานสะอาด ต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้นักลงทุนต่างชาติเลือกเข้ามาลงทุนในประเทศจะมองหาพลังงานสีเขียวเป็นอันดับแรก ๆ กระทรวงพลังงานเองพยายามจะสร้างเครื่องมือกลไกใหม่ ๆ เช่น การซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรง (Direct PPA), การเปิดใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (TPA) เพื่อดึงดูดการลงทุน แต่ยังไม่มีความชัดเจน

ซึ่งเรามองว่าสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนผ่านการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ มีความก้าวหน้าพอสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งอยู่ที่ประมาณ 4,000 เมกะวัตต์ ขณะที่แผน PDP ได้ตั้งเป้าหมายพลังงานหมุนเวียน 34,851 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580

ดังนั้น ถ้าเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม จำเป็นต้องพิจารณาทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและสภาพเศรษฐกิจ โดยเวียดนามยังอยู่ในช่วงเร่งพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นระบบไฟฟ้า การก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่น ๆ ในขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังตามหลังไทย ส่วนมีโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่พัฒนามาอย่างยาวนานและครอบคลุมมากกว่า จึงมีความชัดเจนและพร้อมรองรับการพัฒนาได้ดีกว่าเวียดนาม

จะเห็นได้ว่ารัฐบาลต่างประเทศ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อังกฤษ รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศอย่าง ธนาคารโลก (World Bank) และธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เข้ามาร่วมมือกับไทย เนื่องจากเล็งเห็นถึงความมุ่งมั่นและความชัดเจนของไทยในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการขับเคลื่อนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนับเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า เวทีโลกให้การยอมรับบทบาทไทย

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ทุกประเทศทั่วโลกเจอกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ การกีดกันทางการค้าของสหรัฐอเมริกา รวมไปถึงคำประกาศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ถอนตัวออกจากความตกลงปารีส แต่ยังคงอยู่ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) และนโยบายของทรัมป์ที่มุ่งเน้นการนำแหล่งทุนและทรัพยากรกลับคืนสู่สหรัฐอเมริกา (America First) เพื่อกันงบฯกลับมาใช้ในประเทศ เช่น งบประมาณหรือเงินสนับสนุนในลักษณะทวิภาคี (Bilateral Aid) ที่เคยให้แก่ต่างประเทศ

โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงลดการสนับสนุนกองทุนพหุภาคี เช่น กองทุนภูมิอากาศสีเขียว ที่ช่วยสนับสนุนทางการเงินแก่ประเทศกำลังพัฒนาในโครงการที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น หากนโยบายของทรัมป์ชัตดาวน์กลไกทุกอย่างในสหรัฐได้ทันที จะเป็นปัญหาทั่วโลก เพราะสหรัฐปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 2 ของโลก อุณหภูมิโลกก็จะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ และความร่วมมือของไทยที่เคยทำกับสหรัฐก็ชะลอไปด้วย

แต่แนวคิดภาคเอกชนรายใหญ่ อย่าง Microsoft, Apple, Google ยังคงลงทุนทั่วโลก และยังเดินหน้าตามเป้าหมาย Net Zero ขณะเดียวกันแม้ธนาคารบางแห่งถอนตัวออกจากเครือข่ายความร่วมมือด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น Net-Zero Banking Alliance แต่ยังคงให้การสนับสนุนสินเชื่อเพื่อโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Loan) อยู่ เพราะตลาดการเงินยังเห็นความสำคัญของการลงทุนสีเขียวและความเสี่ยงด้าน ESG ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น เชื่อว่านโยบายของทรัมป์มีผลกระทบโลกระยะสั้น

“ในการประชุม COP30 ในช่วงปลายปีนี้ หัวข้อหลัก เช่น การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ และการเงินเพื่อภูมิอากาศอย่างทั่วถึง กรมจำเป็นต้องพยายามทำให้ประเทศเข้าถึงกองทุนทุกประเภท” ดร.พิรุณกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก๊าซเรือนกระจก ลดคาร์บอน