ความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุด 18 ข้อที่แสดงความกังวลว่า ร.ฟ.ท.จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หากมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน
ความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา) มูลค่า 224,544.36 ล้านบาท ยังอยู่ระหว่างพิจารณาสัญญาร่วมทุน
โดยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีความเห็นพ้องกับสำนักงานอัยการสูงสุดว่า ร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน จะทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะคู่สัญญากับบริษัท เอเชีย เอรา วัน เป็นฝ่ายเสียเปรียบ และแสดงทีท่าต้องการให้กลับไปใช้สัญญาร่วมลงทุนฉบับเดิม
จึงต้องพิจารณาว่าจะยอมหรือไม่ยอมรับหลักการ 5 ประเด็น ในการเจรจาเพื่อแก้ไขสัญญาร่วมลงทุน ที่มีสาระสำคัญเรื่องการจ่ายเงินเป็นงวดตามความก้าวหน้าของสัญญา ขณะที่บริษัท เอเชีย เอรา วัน ต้องวางหลักประกันเพิ่มเติมจากสัญญาเดิมรวมเป็นเงิน 160,000 ล้านบาท
และการกำหนดชำระค่าสิทธิให้ร่วมลงทุนในโครงการแอร์พอร์ตเรลลิงก์ (ARL) โดยแบ่งชำระค่าสิทธิจำนวน 10,671.09 ล้านบาทเป็น 7 งวด เป็นรายปีจำนวนเท่า ๆ กัน โดยชำระงวดแรก ณ วันที่ลงนามแก้ไขสัญญา และบริษัท เอเชีย เอรา วัน จะต้องวางหนังสือค้ำประกันในมูลค่าเท่ากับค่าสิทธิ ARL โดยหลักการในการแก้ไขสัญญาร่วมทุน 5 ข้อดังกล่าว ได้ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) แล้ว อยู่ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุด เตรียมนำเสนอต่อ ครม.เพื่อลงนามในร่างสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมนั้น
ล่าสุด นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.หรือบอร์ด EEC) วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 ว่า ภายในสัปดาห์หน้า จะมีการนัดประชุมร่วมกับอัยการสูงสุด การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) บริษัท เอเชีย เอรา วัน จำกัด
โดยนายพิพัฒน์จะเป็นประธานที่ประชุม ซึ่งพิจารณาจะลงรายละเอียดว่า หากจะต้องดำเนินการโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน แนวทางที่จะต้องเดินหน้าต่อควรจะเป็นไปในรูปแบบใด จะยึดสัญญาเดิม หรือสัญญาใหม่ มีจุดผิดตรงไหน ก็จะหารือกันครบทุกฝ่ายพร้อมกัน เพราะก่อนหน้านี้ที่ทางอัยการได้ส่งการแก้ไขสัญญาใหม่กลับมา ซึ่งมีการโต้แย้งในบางประการ
“ที่ว่าจะมีการปลดตำแหน่งเลขาฯ EEC หากคุยไม่รู้เรื่อง ซึ่งผมก็ทำตามหน้าที่ ส่วนถามว่าจะสู้ต่อให้เกิดโครงการนี้ หรือถอยและยอมรับคำสั่งปลด ผมขอไม่ออกความเห็น ส่วนประเด็นที่ว่าจะให้ยึดเรื่องแบงก์การันตี ตรงนี้ก็ต้องกลับไปถามท่านว่ามันหมายความว่าอย่างไร”
เปิด 18 ข้อทำรัฐเสียเปรียบเอกชน
ความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุด 18 ข้อที่แสดงความกังวลว่า ร.ฟ.ท.จะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ หากมีการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน ประกอบไปด้วย
1) การแก้ไขวิธีการชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน กับการชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนในแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เป็นการแก้ไข “หลักการด้านการเงิน” เป็นการเปลี่ยนแปลงขอบเขตของโครงการ จะส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณหรือภาระการคลังในอนาคต
2) การแก้ไขหน้าที่ในการจัดหาเงินทุนให้ ไม่รวมถึงการจัดหาเงินทุนในส่วนที่เกินกว่าเงินที่รัฐบาลร่วมลงทุนในโครงการ เป็นการแก้ไขโดยปลดภาระหน้าที่ในการจัดหาเงินทุนของเอกชนคู่สัญญา ในส่วนของงานโยธา ทำให้ ร.ฟ.ท.มีความเสี่ยงที่คู่สัญญาจะไม่สามารถจัดการเงินทุนได้เพียงพอต่อการก่อสร้างในแต่ละงวดงาน
3) การแก้ไขระยะเวลาการส่งมอบเอกสารสัญญาว่าจ้าง สัญญาการพัฒนาโครงการจากเดิมต้องส่งเอกสารภายใน 60 วันเป็น 270 วัน นับจากวันที่ ร.ฟ.ท.ส่งมอบหนังสือแจ้งให้เริ่มงาน จะเป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนคู่สัญญาทำสัญญาก่อสร้างล่าช้า
4) การแก้ไขหลักเกณฑ์การชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุน ทำให้จำนวนเงินที่รัฐร่วมลงทุนลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ 149,650,000,000 บาท เป็นจำนวน 125,932,538,062 บาท จะส่งผลให้จำนวนเงินสูงสุดที่ผู้ถือหุ้นต้องรับประกันต่อ ร.ฟ.ท.ตามหนังสือรับประกันมีมูลค่าลดลงด้วย หรือเท่ากับรัฐมีความเสี่ยงหลังจากที่ ร.ฟ.ท.ต้องชำระเงิน และรับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ตั้งแต่การก่อสร้างงานโยธาของโครงการยังไม่แล้วเสร็จ
5) การกำหนดให้ ร.ฟ.ท.ชำระเงินเป็นจำนวนเท่ากับมูลค่าของงานโยธาที่ดำเนินการแล้วเสร็จ อาจทำให้ ร.ฟ.ท.ไม่สามารถจัดงบประมาณเพื่อนำมาชำระไว้ล่วงหน้าได้
6) ค่าชดเชยในกรณีที่มีการเลิกสัญญา เพราะเหตุจากความผิดของคู่สัญญา เหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน จากเดิมกำหนดให้ชำระเท่ากับมูลค่าทางบัญชี แก้เป็น ให้ชำระเงินที่รัฐร่วมลงทุนในโครงการที่ยังไม่ได้ชำระนั้น อาจทำให้รัฐต้องรับภาระในการจ่ายค่าชดเชยเพิ่มขึ้นกว่าที่กำหนดไว้เดิมในสัญญา
7) ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของ ร.ฟ.ท.ในการจ่ายเงินตามความก้าวหน้าของงานโยธา ซึ่งกำหนดให้ ร.ฟ.ท.มีสิทธิบังคับหลักประกันเฉพาะกรณีที่มีการบอกเลิกสัญญาร่วมลงทุน เพราะเหตุความผิดของเอกชนคู่สัญญาเท่านั้น
8) ไม่มีการกำหนดให้เอกชนคู่สัญญาไม่วางหลักประกัน เป็นเหตุผิดสัญญาในสาระสำคัญในกรณีที่ไม่มีการวางหลักประกันเพิ่มเติมเต็มมูลค่า ทำให้ ร.ฟ.ท.ไม่สามารถบังคับให้มีได้ ส่งผลทำให้ ร.ฟ.ท.เสียหายจากการไม่มีหลักประกันสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยง
9) การกำหนดให้เอกชนคู่สัญญาวางหลักประกันหนังสือค้ำประกันแอร์พอร์ตเรลลิงก์ภายใน 270 วัน นับจากวันที่มีผลบังคับใช้ โดยแบ่งหลักประกันนำมาวางเป็น 6 ฉบับ แต่ละฉบับมีวันที่มีผลใช้บังคับหลักจากฉบับก่อนหน้าเป็นเวลา 1 ปีนั้น เป็นการวางหลักประกันที่นานเกินไปหรือไม่
10) การไม่มีกำหนดระยะเวลาให้คู่สัญญาจะต้องแก้ไขและสามารถผ่านดัชนีชี้วัด แต่ให้คู่สัญญาสามารถแก้ไขและผ่านดัชนีชี้วัดในไตรมาสแล้วจะได้รับหลักประกันคืนนั้น จะส่งผลกระทบต่อการกำกับดูแล การเดินอย่างมีประสิทธิภาพ
11) รัฐเสียประโยชน์จากการแก้ไขให้เอกชนคู่สัญญาได้รับสิทธิเข้าไปดำเนินกิจการพาณิชย์ในแต่ละสถานีของแอร์พอร์ตเรลลิงก์ เมื่อเอกชนได้ชำระค่าสิทธิร่วมลงทุนงวดแรก จากเดิมที่กำหนดให้ได้สิทธิต่อเมื่อชำระค่าสิทธิจนครบถ้วน (10,671,090,000 บาท)
12) การเพิ่มเหตุผ่อนผันและผลของเหตุสุดวิสัยและเหตุผ่อนผัน เป็นการเปิดโอกาสให้เอกชนคู่สัญญามีสิทธิได้รับการแก้ปัญหาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเอกชนคู่สัญญา ร.ฟ.ท.ควรหารือกับ สกพอ.คู่สัญญาฝ่ายรัฐในโครงการอู่ตะเภา และความคืบหน้าทั้งหมดด้วย
13) การที่ สกพอ.ถูก “จำกัดสิทธิ” ในการเลือกพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟของโครงการในอาคารพาณิชย์ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่มักกะสันและเขตพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก่อนรายอื่น ทำให้ สกพอ.เสียประโยชน์จากการแก้ไขสัญญา
14) ให้ ร.ฟ.ท.กำหนดสิทธิในการเรียกค่าปรับเพิ่มเติมในการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวกับรถไฟในส่วนงานโยธาแต่ละงวด “ล่าช้า” กว่าที่กำหนดไว้ เพื่อชดเชยผลกระทบที่รัฐจะได้รับจากความล่าช้า อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน, โครงการอู่ตะเภา, โครงการก่อสร้างทางวิ่งและทางขับที่ 2 และโครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7
15) ร.ฟ.ท.ควรหารือกับ สกพอ.ถึงแนวทางป้องกันไม่ให้การก่อสร้าง และการให้บริการเดินรถไฟเชื่อม 3 สนามบินส่งผลกระทบต่อโครงการอื่น ๆ ในอู่ตะเภา
16) ร.ฟ.ท.จะต้องออกหนังสือแจ้งให้เริ่มงานทั้งในส่วนของโครงการรถไฟเชื่อมสามสนามบิน และโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนบริการรถไฟภายใน 15 วันหลังจากที่มีการลงนามแก้ไขสัญญาร่วมทุน และระบุวันที่เริ่มต้นนับระยะเวลาของโครงการและการพัฒนาภายใน 30 วัน หลังจากที่มีการลงนามแก้ไขสัญญากันแล้วเพื่อป้องกันความล่าช้า
17) รฟม.ต้องตรวจสอบหลักประกันที่เอกชนคู่สัญญานำมาวางให้ครอบคลุมความเสี่ยงตลอดทั้งโครงการ
18) การตรวจร่างสัญญาของสำนักงานอัยการสูงสุดเป็นการตรวจเฉพาะประเด็นและเงื่อนไขทางกฎหมาย ส่วนประเด็นทางเทคนิคทาง ร.ฟ.ท.จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง