เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (22 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.85 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (22 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.85 บาท มีผลตี 5
KTB ไตรมาส 2 กำไรสุทธิโต 9% ครึ่งปีกวาด 24,562 ล้าน “Wealth-ตลาดเงินตลาดทุน” หนุนรายได้
Finance KTB ไตรมาส 2 กำไรสุทธิโต 9% ครึ่งปีกวาด 24,562 ล้าน “Wealth-ตลาดเงินตลาดทุน” หนุนรายได้
แบงก์กรุงเทพ กำไร 6 เดือนแรกปี’69 ลดลง 16.2% ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
Finance แบงก์กรุงเทพ กำไร 6 เดือนแรกปี’69 ลดลง 16.2% ตามรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ
ฉลอง 3 ปีศูนย์สุขภาพ SIRIRAJ H SOLUTIONS ยอดผู้ใช้บริการทะลุ 6 แสนราย
Business ฉลอง 3 ปีศูนย์สุขภาพ SIRIRAJ H SOLUTIONS ยอดผู้ใช้บริการทะลุ 6 แสนราย
ศุภาลัย ปักหมุดสุพรรณบุรี จังหวัดที่ 30 ทุ่ม 2 พันล้าน เปิด ‘ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์’
Real Estate ศุภาลัย ปักหมุดสุพรรณบุรี จังหวัดที่ 30 ทุ่ม 2 พันล้าน เปิด ‘ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์’
CREDIT กำไรครึ่งปีแรกกว่า 2,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากรายได้ดอกเบี้ย-สินเชื่อ SME โตสวนตลาด
Finance CREDIT กำไรครึ่งปีแรกกว่า 2,154 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% จากรายได้ดอกเบี้ย-สินเชื่อ SME โตสวนตลาด
ออมสิน เปิดกู้สินเชื่อ ‘ออมสินสร้างอาชีพ’ ช่วยคนตัวเล็ก สูงสุดรายละ 5 หมื่น พร้อมดอกเบี้ยต่ำ
Finance ออมสิน เปิดกู้สินเชื่อ ‘ออมสินสร้างอาชีพ’ ช่วยคนตัวเล็ก สูงสุดรายละ 5 หมื่น พร้อมดอกเบี้ยต่ำ
2 กูรูเศรษฐกิจ KKP ‘ศุภวุฒิ-พิพัฒน์’ เตือนรับมือความเสี่ยง AI ชี้กระแสลงทุนอาจแบกตลาดได้อีกแค่ 2-3 ปี
Finance 2 กูรูเศรษฐกิจ KKP ‘ศุภวุฒิ-พิพัฒน์’ เตือนรับมือความเสี่ยง AI ชี้กระแสลงทุนอาจแบกตลาดได้อีกแค่ 2-3 ปี
กยศ. เตือนผู้กู้ยืมเงินตรวจสอบก่อนชำระหนี้ ป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้างหลอกโอนเงิน
Finance กยศ. เตือนผู้กู้ยืมเงินตรวจสอบก่อนชำระหนี้ ป้องกันมิจฉาชีพแอบอ้างหลอกโอนเงิน
เอกนิติ มองเงินลงทุนไหลเข้าไทย ใช้ BOI to IPO ดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าตลาดหุ้นไทย
Finance เอกนิติ มองเงินลงทุนไหลเข้าไทย ใช้ BOI to IPO ดึงอุตสาหกรรมใหม่เข้าตลาดหุ้นไทย
ดูทั้งหมด

“ผำ” มาแรง สนค.ดันซูเปอร์ฟู้ดไทย ปั้นทองคำสีเขียวบุกตลาดโปรตีนพืชโลก

14 พ.ค. 2569 | 12:14น.

สนค.ชี้ “ผำ-ไข่ผำ” พืชอาหารพื้นบ้านไทย มีศักยภาพขึ้นแท่นโปรดักต์แชมเปี้ยนตัวใหม่ของกลุ่ม Future Food หลังตลาดโปรตีนพืชโลกโตต่อเนื่อง ชูจุดแข็งโปรตีนสูง 30-50% ปลูกง่าย ใช้ทรัพยากรต่ำ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แนะผู้ประกอบการยกระดับมาตรฐานการผลิต-แปรรูป เพิ่มมูลค่าสู่ตลาดพรีเมียม

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แนวโน้มผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญกับสุขภาพและความยั่งยืนมากขึ้น ส่งผลให้สินค้าอาหารทางเลือก โดยเฉพาะโปรตีนจากพืช หรือ Plant-based มีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง โดยหนึ่งในวัตถุดิบไทยที่มีศักยภาพสูงคือ “ผำ” หรือ “ไข่ผำ” (Wolffia) พืชอาหารพื้นบ้านของไทยที่สามารถต่อยอดเป็นซูเปอร์ฟู้ดและอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ได้

ทั้งนี้ ผำมีจุดเด่นด้านโภชนาการ โดยมีโปรตีนประมาณ 30-50% ของน้ำหนักแห้ง พร้อมกรดอะมิโนจำเป็นใกล้เคียงกับโปรตีนจากสัตว์ อีกทั้งยังมีใยอาหาร วิตามินเอ วิตามินบี ธาตุเหล็ก แคลเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระ เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการโปรตีนทางเลือก อาหารสุขภาพจากธรรมชาติ และสินค้าที่ผ่านการแปรรูปต่ำ

นอกจากคุณค่าทางโภชนาการ ผำยังตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเป็นพืชน้ำจืดที่เติบโตเร็ว ใช้พื้นที่และน้ำน้อย สามารถเลี้ยงในพื้นที่จำกัด ไม่จำเป็นต้องใช้สารปราบศัตรูพืช และดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าพืชโปรตีนบางชนิด อีกทั้งสามารถเก็บผลผลิตจำหน่ายได้ทุกวัน สร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกร และต่อยอดเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ หรือ Bioeconomy

นายนันทพงษ์กล่าวว่า ปัจจุบันภาคเอกชนและสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีอาหารเริ่มเข้ามาพัฒนา “ผำ” อย่างจริงจัง เช่น บริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด ผู้พัฒนานวัตกรรมแบรนด์ flo Wolffia รวมถึงฟาร์มบ้านไข่ผำ Wolffia Bangkok และ Wolffia Plus โดยมีการนำระบบฟาร์มปิดและเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้สามารถยกระดับปริมาณโปรตีนในผำได้ถึงประมาณ 40%

ขณะเดียวกัน การแปรรูปผำสดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น ผงโปรตีนอบแห้ง สามารถสร้างมูลค่าได้ประมาณ 3,000-5,000 บาทต่อกิโลกรัม และเริ่มมีผู้ประกอบการขยายตลาดส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดที่ให้ความสำคัญกับพืชโปรตีนคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ รวมถึงแหล่งวิตามินบี 12 ที่หาได้ยากในพืชทั่วไป

สำหรับภาครัฐและสถาบันการศึกษา อาทิ กรมวิชาการเกษตร สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ระหว่างผลักดันงานวิจัยและพัฒนาผำไทย โดยช่วงปี 2567-2568 ไทยสามารถพัฒนาสายพันธุ์ผำคุณภาพสูงได้ 3 สายพันธุ์ ให้โปรตีนสูง 46-48.6% พร้อมเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงผ่านฟาร์มผำต้นแบบระดับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์ ภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ GAP เพื่อยกระดับความสะอาด ความปลอดภัย และลดความเสี่ยงการปนเปื้อน

นอกจากนี้ สนค.ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลงพื้นที่ภายใต้ “โครงการศึกษาการส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจวัตถุดิบฟังก์ชัน (Functional Ingredients) สู่อาหารฟังก์ชัน (Functional Foods) มูลค่าสูง” โดย ผศ.ดร.เมธา มีแต้ม ผู้ก่อตั้งบริษัท แอดวานซ์ กรีนฟาร์ม จำกัด เจ้าของแบรนด์ flo Wolffia ระบุว่า ผำไทยมีศักยภาพเป็น “Global Solution to Sustainability & Health” หรือทางออกด้านสุขภาพและความยั่งยืนระดับโลก

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญของอุตสาหกรรมผำไทยยังอยู่ที่ “ต้นทุนการแปรรูป” โดยเฉพาะกระบวนการอบแห้งที่ยังมีต้นทุนสูง และยังไม่มีเครื่องจักรในระดับอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่ออบผำโดยเฉพาะ จึงเสนอให้ภาครัฐและเอกชนสนับสนุนการจัดตั้ง “ศูนย์แปรรูป” หรือ Processing Center เพื่อช่วยลดต้นทุน สร้างมาตรฐานการผลิต และทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากผำได้ในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น

สนค.ยังประเมินว่า โอกาสของผำไทยสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก โดยรายงานของ DataM Intelligence ระบุว่า ตลาดโปรตีนจากแหนเป็ด หรือ Duckweed Protein Market ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับผำ มีมูลค่าประมาณ 179.57 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 344.88 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ย 8.5% ต่อปี โดยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดประมาณ 45%

ขณะที่รายงานของ Global Market Insights ระบุว่า ผลิตภัณฑ์แหนเป็ดในรูปแบบผง หรือ Powder ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดกว่า 66.3% จากความต้องการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม สอดคล้องกับกรณีสตาร์ตอัพด้าน Food Tech ในสหรัฐอเมริกาอย่าง Plantible Foods ที่สามารถระดมทุน Series B ได้ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตโปรตีนจากแหนเป็ด รวมถึงสตาร์ตอัพญี่ปุ่นอย่าง Floatmeal ที่เตรียมขยายฐานการผลิตผำระดับอุตสาหกรรมในไทย

นายนันทพงษ์กล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการไทย ผำเป็นโอกาสสำคัญในการเปลี่ยนบทบาทจากการขายวัตถุดิบ ไปสู่การผลิตและแปรรูปซูเปอร์ฟู้ดมูลค่าสูง โดยภาครัฐสามารถช่วยประชาสัมพันธ์คุณสมบัติและคุณประโยชน์ของผำให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการควรยกระดับการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล ทั้งด้านความปลอดภัย คุณภาพ และการติดฉลากแบบ Clean Label เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางเข้าสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

“โอกาสทางธุรกิจไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้มากกว่าเดิมเท่านั้น แต่อยู่ที่การผลิตให้ตอบโจทย์ตลาดและผู้บริโภคมากขึ้น โดยผำมีจุดแข็งทั้งด้าน Plant-based สุขภาพ และความยั่งยืน จึงมีโอกาสก้าวจากตลาดเฉพาะกลุ่มไปสู่การเป็นอาหารแห่งอนาคตของไทยในตลาดโลก” นายนันทพงษ์กล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สนค. ไข่ผำ