ธกส.ประเดิมรับ ‘44 ต้นไม้ยืนต้น’หลักประกันทางธุรกิจ ขอสินเชื่อได้หลักแสน

เกษตรกรไทยยิ้ม กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) นำไม้ยืนต้นที่มีค่ามาใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันขอสินเชื่อได้

นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รับไม้ยืนต้นที่มีค่ามาจดทะเบียนเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 ให้มีเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ พร้อมทั้งใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่ง ธ.ก.ส. เป็น ‘ธนาคารแรก’ ที่เกษตรกรสามารถใช้ไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงิน ตาม พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจฯ”

“เบื้องต้น ธ.ก.ส. ได้นำร่องให้สินเชื่อแก่เกษตรกรที่มีการนำไม้ยืนต้นที่มีค่าที่ปลูกในบริเวณบ้านจำนวน 44 ต้น ประกอบด้วย มะขาม (9 ต้น) มะกอกป่า (1 ต้น) สะเดา (14 ต้น) ตะโก (1 ต้น) โมกมัน (1 ต้น) งิ้วป่า (1 ต้น) กระท้อน (1 ต้น) มะเกลือ (2 ต้น) ยอป่า (1 ต้น) มะม่วง (1 ต้น) และ ไม้แดง (12 ต้น) มาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีไปแล้ว วงเงินสินเชื่อจำนวน 115,000 บาท ซึ่งนับเป็นนิมิตหมายที่ดีที่สถาบันการเงินให้ความสำคัญกับการใช้ไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ และเกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น”

สำหรับเกษตรกรที่ต้องการกู้เงินและใช้ไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันต้องเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. และเป็นสมาชิกธนาคารต้นไม้ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งขั้นตอนการกู้เงินเป็นไปตามระเบียบของ ธ.ก.ส. ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกกฎกระทรวงกำหนดให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจได้ ตั้งแต่วันที่ 5 พฤศจิกายน 2561 โดยมีแนวทางส่งเสริมให้ใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจทั้งเชิงพาณิชย์ รวมทั้ง ส่งเสริมเชิงอนุรักษ์ผ่าน ธ.ก.ส. เนื่องจากเป็นธนาคารที่มีการดำเนิน ‘โครงการธนาคารต้นไม้’ ซึ่งกรมฯ และ ธ.ก.ส.ได้ดำเนินการนำร่อง ณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ บ้านดอนศาลเจ้า อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี โดย ธ.ก.ส. ให้ผู้ที่ผ่านการอบรมผู้ประเมินมูลค่าต้นไม้ของ ธ.ก.ส. เป็นผู้ประเมินราคาต้นไม้ของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่ด้วย ทำให้การนำไม้ยืนต้นที่มีค่ามาเป็นหลักประกันทางธุรกิจสามารถดำเนินได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น รวมทั้ง จะมีการขยายโครงการดังกล่าวให้ครบทุกจังหวัดทั่วประเทศอีกด้วย

ทั้งนี้ การส่งเสริมให้มีการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ของการปลูกไม้ยืนต้นที่มีค่าบนพื้นที่ของตนเอง สามารถนำมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการขอสินเชื่อได้ โดยไม่จำเป็นต้องตัดขายเพียงอย่างเดียวอีกทั้ง ไม้ยืนต้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเติบโตของต้นไม้ ดังนั้น มูลค่าทรัพย์สินของเกษตรกรก็จะมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน ยิ่งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โควิด-19 ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมทั้งประเทศ การดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียงและพึ่งพาตนเองให้มากที่สุด จึงเป็นวิธีการยกระดับการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญให้ทุเลาเบาบางลง นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อน ‘โครงการชุมชนไม้มีค่า’ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนปลูกไม้มีค่าเพื่อการออม/อนุรักษ์/เพิ่มพื้นที่ป่า และเพิ่มแหล่งออกซิเจนให้กับประเทศ ซึ่งทั้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ ธ.ก.ส. ต่างก็เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่านี้ด้วย

 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองทะเบียนหลักประกันทางธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โทร. 02 547 4944 สายด่วน 1570 www.dbd.go.th และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขาทั่วประเทศ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ