Skip to content
ดูทั้งหมด

เงินเฟ้อสหรัฐ CPI 4.2 % ตามคาด สูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี

10 มิ.ย. 2569 | 20:19น.

สหรัฐประกาศเงินเฟ้อ CPI 4.2 % ตามที่ตลาดคาดการณ์ นับว่าเป็นสถิติสูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี

บลูมเบิร์ก (Bloomberg) รายงานว่า สำนักงานสถิติแรงงานภายใต้กระทรวงแรงงานสหรัฐประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มาตรวัดเงินเฟ้อที่ 4.2% ซึ่งเร่งตัวขึ้น ตามตลาดคาดการณ์ สถิติที่สูงที่สุดในรอบกว่า 3 ปี ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) เดือนพฤษภาคมออกมาเพียง +0.2% ต่ำกว่าคาด +0.3%

เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากสงครามอิหร่านผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น แซงหน้าค่าจ้างเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน ดัชนีราคาผู้บริโภคปรับตัวสูงขึ้น 4.2% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023

Core CPI ซึ่งไม่รวมอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.2% จากเดือนเมษายน ต่ำกว่าที่คาดการณ์เล็กน้อย

ดัชนีพลังงานเพิ่มขึ้น 3.9% ในเดือนพฤษภาคม คิดเป็นกว่า 60% ของการเพิ่มขึ้นรายเดือนทั้งหมด

แต่หมวดหมู่อื่นๆ มีการเพิ่มขึ้นช้าลงหรือลดลงอย่างเห็นได้ชัด ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น 0.1% ในขณะที่ราคาบริการขนส่ง ประกันสุขภาพ และรถยนต์ใหม่ลดลง

ดัชนี S&P 500 เปิดตลาดต่ำลง ในขณะที่พันธบัตรและดอลลาร์ผันผวน

หลังจากการประกาศเงินเฟ้อ การคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง (เฟด) ยังคงค่อนข้างทรงตัว โดยเทรดเดอร์ยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นประมาณ 40 จุดพื้นฐานภายใน 12 เดือนข้างหน้า

มอลลี บรูคส์ นักกลยุทธ์ด้านอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐจาก TD Securities กล่าวว่า
ตอนนี้ตลาดมองว่าวิกฤตพลังงานเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ ๆ แค่รอเวลาเท่านั้น ทำให้นักลงทุนเริ่มเลื่อนคาดการณ์ออกไปว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเริ่มส่งผลกระทบต่อตัวเลขเงินเฟ้อในอนาคตเมื่อไหร่ เนื่องจากตอนนี้ตลาดได้ซึมซับและคาดการณ์เรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่ตัวเลขคาดการณ์นั้นแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง

พันธบัตรระยะสั้นของสหรัฐ กำลังปรับตัวขึ้นเล็กน้อย โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 ปี อยู่ใกล้ระดับ 4.11% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปี ปิดที่ระดับ 4.52% ไม่เปลี่ยนแปลง

จอห์น คานาวาน หัวหน้านักวิเคราะห์จาก Oxford Economics กล่าวว่า วิกฤตราคาน้ำมันแพงและเงินเฟ้อรอบนี้ ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ร้อนแรงเกินไป แต่เกิดจาก “ปัญหาคอขวดชั่วคราว” ของการขนส่งน้ำมัน

ทันทีที่ความตึงเครียดคลี่คลายลง และช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งคือน้ำมันขนส่งได้สะดวกเหมือนเดิม ราคาน้ำมันจะดิ่งกลับลงมาเองอย่างรวดเร็ว และเมื่อราคาน้ำมันลดลง แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะหายไป ส่งผลให้ตลาดคลายความกังวล และเลิกกังวลว่าเฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ยแรง เพื่อกดเงินเฟ้อ