หอการค้าไทยวืดดีลวัคซีน ‘จอห์นสัน’ โยนคืนรัฐบาลเจรจานำเข้า

หอการค้าวืด รัฐบาลทำวัคซีนต่อ
ภาพโดย Tumisu จาก Pixabay

“หอการค้าไทย” ออกแถลงการณ์ หมดหวังวัคซีนทางเลือก “Johnson & Johnson” เอกชนจัดหาไม่ทัน ต้องให้ “ภาครัฐ” เป็นแกนนำหลักจัดหาวัคซีน ย้ำจุดยืนเป็นหน่วยประสานจัดหาหากโรงพยาบาลเอกชนจัดหาได้ตามหลักกระทรวงสาธารณสุข พร้อมหาสถานที่ฉีด

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ผลการประชุมร่วมกับทางรัฐบาล เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2564 หอการค้าไทย และภาคเอกชน พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ โดยเฉพาะกรณีที่ภาคเอกชนเข้าช่วยเจรจาจัดหาวัคซีนทางเลือกมาเสริมรัฐบาล จากบริษัท Johnson & Johnson นั้น ปรากฏว่าระยะเวลาที่ผลิตจะสามารถส่งมอบได้เร็วที่สุดคือช่วงปลายปี ซึ่งไม่ทันการตามที่เอกชนต้องการ เนื่องจากหน้าที่การจัดหาวัคซีนเป็นหน้าที่หลักของรัฐบาล และรัฐบาลมีอำนาจในการต่อรองในการจัดหาวัคซีนสูงกว่า

อย่างไรก็ตาม หากโรงพยาบาลเอกชนใดสามารถนำเข้าวัคซีนทางเลือกให้ประชาชนมาได้เพิ่มเติม รวดเร็ว และทันเวลา โดยผ่านองค์การเภสัชกรรม ภายใต้กฎเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข ทางหอการค้าไทยยินดีจะประสานงานกับผู้ประกอบการที่แจ้งความประสงค์ในการฉีดวัคซีนให้พนักงานของตน โดยเสียค่าใช้จ่ายเองให้กับโรงพยาบาลเอกชนนั้นต่อไป ทั้งนี้ ทางภาคเอกชนจะร่วมกับรัฐบาลพิจารณาแนวทางการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ในส่วนของวัคซีนทางเลือกเดิมที่เตรียมจะเจรจาจัดหามีซิโนแวคและแอสตร้าเซนเนก้า และมีแผนเพิ่มวัคซีนไฟเซอร์, สปุตนิก วี และจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มนี้ เป้าหมายนำเข้าเฉลี่ย 5-10 ล้านโดส ในแต่ละวัคซีน

“จากการผลักดันของหอการค้าฯ ภาครัฐ ตั้งทีมทำงาน 4 ทีม เหมือนที่ภาคเอกชนจัดตั้ง เพื่อประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีเป้าหมายร่วมกันคือ การนำวัคซีนเข้าไปให้บริการใกล้ประชาชนที่สุด การสนับสนุนภาครัฐให้สามารถบริหารจัดการกระจายวัคซีนได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะเรื่องการวางแผนจัดหาสถานที่สำหรับรองรับการฉีดวัคซีน การสื่อสารทำความเข้าใจ รวมถึงการรณรงค์ให้ประชาชนลงทะเบียนหมอพร้อม เพื่อเข้าถึงวัคซีนที่จัดหามาโดยเร็วที่สุด การอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่จะเดินทางไปฉีดวัคซีน และลดความเสี่ยงให้กับบุคลากรทางการแพทย์”


ทั้งนี้ ภาครัฐได้ยืนยันว่าจะจัดหาวัคซีน 100 ล้านโดส เพื่อให้ครอบคลุมประชาชน 50 ล้านคน โดยประชาชนไทยจะได้รับวัคซีนในปริมาณที่เพียงพอ ทั้งนี้ ภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณในการจัดซื้อวัคซีนให้ทุกคน ซึ่งวัคซีนดังกล่าวจะทยอยเข้ามา จึงจำเป็นต้องจัดเรียงลำดับความสำคัญ โดยยึดหลักจริยธรรม และหลักทางการแพทย์ ในส่วนหอฯร่วมกับ กทม. จัดเตรียมพื้นที่นำร่อง 14 แห่งกระจายทั่วกรุงเทพฯ รองรับประชาชนได้วันละ 20,500 คน ซึ่งจะเป็นส่วนเสริมการให้บริการของกรุงเทพมหานคร เริ่มในเดือนหน้า

“สถานการณ์โรคระบาดปัจจุบันจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจประมาณ 1-1.5 แสนล้านต่อเดือน โดยประเมินระยะเวลาเสียหาย 2-3 เดือน รวมความเสียหาย 300,000 กว่าล้าน แต่หากล็อกดาวน์ ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจมีถึง 6 แสนล้านบาท และเมื่อรัฐบาลสามารถฉีดวัคซีนได้ตามเป้าหมาย เศรษฐกิจไทยปี 2564 จะขยายตัว 1.5-3%”

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ