ไทยโชว์จุดยืน ห้ามอุดหนุนประมงผิดกฎหมาย ในเวทีรัฐมนตรี WTO

ไทยร่วมประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าระดับรัฐมนตรีของประเทศสมาชิก WTO ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ เร่งเจรจาความตกลงเรื่องการอุดหนุนประมงที่ยืดเยื้อมากว่า 20 ปี ให้สรุปผลก่อนการประชุม MC 12 ปลายปีนี้ ด้านไทยโชว์จุดยืนห้ามอุดหนุนประมงผิดกฎหมาย กำจัดปัญหา IUU Fishing 

วันที่ 16 กรกฎาคม 2564 นายสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก  นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  ให้เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการเจรจาการค้าระดับรัฐมนตรี เรื่องการอุดหนุนประมง เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ผ่านระบบการประชุมออนไลน์ เพื่อหารือแนวทางสร้างแรงขับเคลื่อนการเจรจาที่ยืดเยื้อมากว่า 20 ปี ให้สรุปผลได้โดยเร็ว ก่อนการประชุมรัฐมนตรีองค์การการค้าโลก ครั้งที่ 12 (MC 12) ที่จะจัดขึ้นปลายปีนี้

ทั้งนี้ ไทยได้แสดงความมุ่งมั่นผลักดันให้การเจรจาอุดหนุนประมงบนพื้นฐานที่ไทยสนับสนุน ได้แก่ (1) ห้ามให้การอุดหนุนแก่การทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (IUU Fishing) เพื่อให้ประเทศสมาชิกของ WTO ร่วมกันกำจัดปัญหา IUU Fishing ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้มีการลักลอบจับสัตว์น้ำจนร่อยหรอในหลายพื้นที่ทั่วโลก โดยในส่วนของไทยไม่มีปัญหาในเรื่อง IUU Fishing แล้ว เนื่องจากมีการปฏิรูปกฎหมายด้านการประมงจนได้รับความเชื่อมั่นและได้รับการปลดใบเหลืองจากสหภาพยุโรปแล้ว นอกจากนี้ การห้ามอุดหนุนประมงที่ทำ IUU Fishing จะผลักดันให้ประเทศสมาชิกอื่นที่มีการทำประมง IUU Fishing แก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย 

(2) ให้ประเทศสมาชิกสามารถให้การอุดหนุนที่จำเป็นเพื่อพัฒนาภาคประมงต่อไปได้ หากประเทศสมาชิกนั้นมีการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่ดี ซึ่งไทยจะได้ประโยชน์เนื่องจากไทยมีการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำที่ดีและมีการดำเนินมาตรการต่าง ๆ อาทิ การจำกัดจำนวนชั่วโมง จำนวนวัน และจำนวนเรือที่ออกทำการประมง เพื่อป้องกันไม่ให้มีการจับสัตว์น้ำที่มากเกินควร และ

(3) ให้มีการปฏิบัติที่เป็นพิเศษและแตกต่าง (SDT) แก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อให้ความตกลงมีความยืดหยุ่นกับประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งไทยจะยังสามารถให้การอุดหนุนเพื่อดำรงชีพประมงพื้นบ้านได้


ทั้งนี้ การเจรจาจัดทำความตกลงเรื่องการอุดหนุนประมงได้เริ่มขึ้นในปี 2544 โดยเป็นหัวข้อหนึ่งในการเจรจาการค้ารอบโดฮา (Doha Development Agenda) ซึ่งประเทศสมาชิกได้เจรจามาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก เนื่องจากประเทศสมาชิกมีท่าทีที่หลากหลายจากระดับการพัฒนาของประเทศและภาคการประมงที่แตกต่างกัน ต่อมาในปี 2558 WTO ได้นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ข้อที่ 14.6 ซึ่งมีสาระสำคัญในการห้ามอุดหนุนประมงที่เป็นอันตรายต่อทรัพยากรสัตว์น้ำ มาเป็นเป้าหมายในการเจรจาจนทำให้สมาชิกกลับมาเร่งเจรจา เพื่อให้การเจรจาความตกลงเรื่องการอุดหนุนประมงได้ข้อสรุป

ประเทศสมาชิก WTO ที่ให้การอุดหนุนภาคประมงในวงเงินที่สูง ได้แก่ (1) สหภาพยุโรป อุดหนุนมูลค่ากว่า 27,711 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2550-2562 (มูลค่าเฉลี่ยปีละ 2,131 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในรูปแบบการให้เงินเพื่อปรับปรุงเรือประมง (2) จีน อุดหนุนมูลค่ากว่า 10,266 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2551-2562 (มูลค่าเฉลี่ยปีละ 855 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในรูปแบบการยกเว้นภาษีรายได้สำหรับบริษัทแปรรูปอาหารทะเล และ (3) ญี่ปุ่น อุดหนุนมูลค่า 1,266 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2557-2560 (มูลค่าเฉลี่ยปีละ 316 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในรูปแบบกองทุนเพื่อปรับปรุงภาคประมง ส่วนไทยอุดหนุนมูลค่า 36.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างปี 2558-2562 (มูลค่าเฉลี่ยปีละ 7.3 ล้านเหรียญสหรัฐ) ในรูปแบบโครงการนำเรือประมงออกนอกระบบเพื่อการจัดการทรัพยากรประมงทะเลที่ยั่งยืน (โครงการซื้อเรือคืน) และโครงการพัฒนาอาชีพและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนประมงพื้นบ้าน

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ