“กานต์ ตระกูลฮุน” ขอปีหน้าการเมืองนิ่ง เร่งแก้ระเบียบดึงนักลงทุนหนุนอีอีซี-ดันขนส่งระบบราง

นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานโครงการสานพลังประชารัฐ ขึ้นเวทีงานสัมมนาประชาชาติธุรกิจ “ประเทศไทย 2018 จุดเปลี่ยนและความท้าทาย” โดยกล่าวปาฐกถาพิเศษ New S-Curve ขับเคลื่อนประเทศไทย เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายกานต์กล่าวว่า ปัจจุบันบริบทประเทศไทยเปลี่ยนไปใน 3-4 ปีที่ผ่านมา เห็นการเปลี่ยนแปลงของภาครัฐ และเศรษฐกิจ เกิดความเข้มแข็งของประเทศ เอกชนที่แข่งขันสินค้า การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการแข่งขันภายในที่ใหญ่มาก

การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะต้องได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐ ในเรื่อง 1.การเมืองที่นิ่ง บ้านเมืองไปได้ดี 2.โครงสร้างพื้นฐานที่อัพเดตทันสมัยและเพียงพอ เช่น 10 ปีที่ผ่านมา ด้านโลจิสติกส์ ใช้ระบบราง 2% น้ำ 15% ถนนและเครื่องบิน 70-80%

จะเห็นว่าสัดส่วนการขนส่งระบบรางมีน้อย ทั้งที่มีทางรถไฟมหาศาลที่ได้มากว่า 100 ปี แต่ไม่มีการสร้างทางคู่ ซึ่งวันนี้กำลังเกิดรถไฟทางคู่ 7 เส้นทาง จะทำให้การขนส่งและเดินทางรวดเร็วขึ้นในอนาคต ขณะนี้เริ่มก่อสร้าง 2 เส้นทาง คือ ทางคู่ชุมทางจิระ-ขอนแก่น และฉะเชิงเทรา-คลองสิบเก้า-แก่งคอย ส่วนอีก 5 เส้นทาง กำลังจะเริ่มก่อสร้างในปีหน้า

ส่วนรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะเปิดบริการครบ 10 สายทางตามแผนแม่บท ซึ่งเป็นโครงข่ายขยายออกมาจากตัวเมืองไปชานเมือง ทำให้อนาคตจะมีการใช้รถยนต์น้อยลง

อีกโครงการสำคัญคือการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ปัจจุบันเป็นโครงการสำคัญของไทย จะดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ภาครัฐจะมีการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูงกรุงเทพฯ-ระยอง จะเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ และอู่ตะเภา ใช้เวลาเดินทางไม่เกิน 40-45 นาที จะคล้ายกับสนามบินนาริตะ ของญี่ปุ่น ที่เดินทางเข้ามาในตัวเมืองเพียง 40-45 นาที เมื่อแล้วเสร็จจะมีผลต่อระบบเศรษฐกิจประเทศมหาศาล

ในส่วนของสนามบินอู่ตะเภาจะลงทุนพัฒนาพื้นที่เพิ่ม จะมี 2 รันเวย์ เพิ่มการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ อย่าง ศูนย์ซ่อมท่าอากาศยาน (MRO) ซึ่งมีบริษัทสนใจเข้ามาลงทุนแล้ว ใน 10 ปีข้างหน้าอู่ตะเภาจะเป็นสนามบินขนาดใหญ่อีกแห่งต่อจากสุวรรณภูมิ

ทั้งนี้การพัฒนาพื้นที่อีอีซี นอกจากเรื่องโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมแล้ว เรื่องเทคโนโลยี กฎระเบียบด้านกฎหมายก็เป็นสำคัญ ขณะที่กำลังปรับแก้กฎหมาย อีอีซีเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เมื่อก่อน อีอีซีเน้นการอุตสาหกรรม แต่วันนี้อีอีซีมีเรื่องการท่องเที่ยวและการพัฒนาเมืองมาเกี่ยวข้องซึ่งเป็นโอกาสที่ดี

“อยากให้เอกชนมาลงทุน เพราะได้สิทธิประโยชน์มหาศาลอย่างศูนย์วิจัยและพัฒนา สามารถลดภาษีส่วนบุคคล ได้ 10-15% จากเดิมที่ต้องจ่าย 35% หากทำได้จะ ดึงคนเก่งๆ เข้ามาอยู่ในไทย” นายกานต์กล่าวและว่า

ขณะนี้รัฐกำลังปรับระบบงานของรัฐให้เอื้อต่อการลงทุน ล่าสุดในการประชุมไทยแลนด์ 4.0 ที่นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็มีเอกชนเข้ามาร่วมกว่า 15-16 คน ผลักดัน เสนอแนะให้ระบบงานของรัฐออกมาได้เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็น การขอ อ.ย. หรือ การขอสัญญา อินเตอร์เน็ต ทุกอย่างต้องเคลียร์และปลดล็อกให้ได้ภายในต้นปี 2562

“ปีนี้การจัดอันดับขีดความสามารถของประเทศเราดีขึ้น ปีหน้าก็เชื่อว่าจะดีขึ้นไปอีก น่าจะแซงประเทศมาเลเซียได้”

ด้านธุรกิจดิจิทัล เป็นอีกธุรกิจจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลพยายามขับเคลื่อนและวางรากฐานไว้พอสมควรเพื่อให้เอกชนสามารถดำเนินการได้

“ประเทศในอาเซียนก็คือลูกค้าเราในอนาคต โอกาสต่างๆ เริ่มมาเห็นได้ชัด จากการลงทุนของเอกชน เป็นอย่างไร เน้นการลงทุนพัฒนาและวิจัย ตัวเลขต่างๆ เริ่มดีขึ้น 30-40 ปี ตัวเลขการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาของไทยอยู่ที่ 0.2% ของจีดีพี หรือประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ในช่วง 3 ปี การลงทุนอยู่ที่ 0.62% ของจีดีพี ขึ้นมา 3 เท่า หากปี 2562-2563 การลงทุนของประเทศไทยขึ้นมาเป็น 1% ไทยจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด”

“ภาคเอกชน อย่างธุรกิจเอสเอ็มอี ถ้าผลิตสินค้าพื้นๆ แข่งขันกับบริษัทใหญ่ๆ ที่มีต้นทุนที่ถูกกว่าหรือประเทศเวียดนามละอินโดนีเซีย ที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า เราก็จะหายไป ต้องสู้ด้วยนวัตกรรม เอสเอ็มอีไทย ไม่ลงทุนในการวิจัยและพัฒนา ถ้าเทียบกับญี่ปุ่นที่มีเอสเอ็มอีมีการวิจัยและพัฒนาเกิดนวัตกรรมใหม่ แข็งแรงมาก ผมยังเคยคิดไปเทคโอเวอร์แต่ไม่ได้เลย เอสเอ็มอีไทยลงทุน 100 ล้านบาท แบ่ง 2-3 ล้านมาสร้างวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ ผลิตสินค้าไม่เหมือนคนอื่น สามารถสร้างมูลค่าได้มากคิดว่าเราสามารถแซงอันดับมาเลเซียได้” นายกานต์กล่าวและว่า

ทั้งนี้ ชุมชนจะมีโอกาสได้เข้าถึงอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เกษตรกร 20-30 ล้านคน มีจีดีพีเฉลี่ย 9% จะมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยี การเพาะปลูกอาจจะใช้พื้นที่น้อยลง และได้สินค้าและคุณภาพเท่าเดิม ซึ่งเหล่านี้จะเป็นจริง

“ปี 2561 โอกาสประเทศเปิดจริงๆ ขอแค่ให้การเมืองนิ่ง ถึงปลายปีที่จะเลือกตั้ง ขอให้ใจเย็นๆ ค่อยๆ คุยกันให้บ้านเมืองสงบ มีฐานที่แข็งแรง จะทำให้ก้าวต่อไปได้ ถ้าทุกอย่างไปได้ดี จีดีพีโต 4% จะเป็นไปได้จริง” นายกานต์กล่าวย้ำ

 

Previous article“เพื่อไทย” บุกถึงทำเนียบ ร้อง “บิ๊กตู่” ปลดล็อกการเมือง
Next articleเปิดบริษัท”ASEAN 100″ปี59 กำไรเพิ่ม18% “อินโด-เวียดนาม”เนื้อหอม ไทยต้องสู้ด้วยสินค้าไฮเทค