สกัดซ้ำรอยโรงงาน “หมิงตี้” ส.อ.ท.หนุน “กรีนแฟกตอรี่”

หมิงตี้

หวั่นสหรัฐ-ยุโรปตั้งกำแพงภาษีด้านความปลอดภัยจากสารเคมี ตั้งข้อเรียกร้องให้รัฐรวบ “ผังเมือง-สผ.” อยู่ภายใต้สำนักนายกฯ รื้อผังใหม่ คุมเข้มเกณฑ์ห้ามชุมชนตั้งใกล้โรงงาน พร้อมเสนอให้ “คปภ.” โดดร่วมกำหนดให้โรงงานต้องทำประกันภัยทุนประกันสูงคุ้มครองบุคคลที่ 3 มีผู้ชดเชยชัดเจน เผยเคส “หมิงตี้” ระเบิดชุมชนเคว้ง เตือนภัยช้า ยังไม่ได้รับเยียวยา

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในงานเสวนา “เคมี…พระเอกหรือผู้ร้าย ภาคสอง ตอนอุบัติภัยสารเคมี” ว่า ส.อ.ท.พยายามผลักดันยกระดับมาตรฐานโรงงานให้เป็นกรีนแฟกตอรี่ทั้งหมด เพราะในอนาคตทั้งอเมริกาและยุโรปอาจใช้เรื่องของความปลอดภัย พลังงานสะอาด และสิ่งแวดล้อม มาเป็นตัวเก็บภาษีเซอร์ชาร์จทางการค้า ดังนั้น ไทยจะต้องเตรียมพร้อมกับเรื่องเหล่านี้

ปัจจุบันอุตสาหกรรมเคมีเป็นส่วนช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากเป็นผู้ผลิตและต่อยอดให้กับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากทั้งอาหาร เกษตร ไบโอเทค อิเล็กทรอนิกส์ สี ยา สิ่งทอ ปิโตรเลียม เป็นต้น แต่ที่ผ่านมามักจะมีปัญหาเนื่องจากการใช้งานและปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง

และจากกรณีโรงงานบริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด ซอยกิ่งแก้ว 21 อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เกิดระเบิดเมื่อเดือน ก.ค. 2564 ที่ผ่านมาพบมีสารเคมีรั่วจำนวนมากและอยู่พื้นที่ติดชุมชน ซึ่งเมื่อดูจากอดีตที่ตั้งเดิมห่างไกลชุมชน แต่ความเจริญได้ขยายตัว และใกล้สนามบินสุวรรณภูมิ ทำให้มีชุมชนล้อมรอบโรงงาน ขณะเดียวกันทุกส่วนไม่ต้องการให้เกิดความเสียหาย

“ส่วนใหญ่โรงงานมีการพยายามตั้งห่างไกลชุมชน แต่ด้วยผังเมือง การขีดเส้นผังเมือง สิ่งแวดล้อม ทำให้โรงงานถูกรายล้อมไปด้วยชุมชน หมู่บ้าน ดังนั้นในอนาคตจะต้องแก้ไขผังเมืองเหล่านี้ แล้วโรงงานจำเป็นหรือไม่ที่ต้องย้ายเข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเพื่อให้มีการจัดระเบียบถูกต้อง ซึ่งการย้ายต้องใช้เงินลงทุนมาก รัฐจะชดเชยให้อย่างไร ในต่าผประเทศเขามีมาตรการคล้ายเรา แต่รัฐมีการจูงใจให้ย้าย เช่น ยกเว้นภาษีที่ต้องเก็บจากกำไรการขายที่ดินเดิม”

นายชัยวัฒน์ นิยมการ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี ส.อ.ท. กล่าวว่า บทบาทของกลุ่มคือเป็นผู้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีจำนวนโรงงานตั้งทั้งในและนอกนิคมอุตสาหกรรม ที่จดทะเบียนขออนุญาตครอบครองสารเคมีและวัตถุอันตรายจำนวนถึง 43,460 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ

และในจำนวนนี้เป็นสมาชิกของ ส.อ.ท.เพียง 100 กว่าบริษัทเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายถึงว่าโรงงานเหล่านั้นอาจยังไม่มีข้อมูลการป้องกัน การควบคุมการดูแลภายใต้การดำเนินการจัดการการตรวจประเมินความปลอดภัยกับกระบวนการผลิต (process safety management) ซึ่งจะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นมา แนวทางการรับมือการรั่วไหลของสารเคมีจึงยังไม่ดีพอ

นายชัยภัฎ จันทร์วิไล เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า โรงงานที่มีสารเคมีมักถูกมองว่ามีความผิดเมื่อเกิดเหตุ ด้วยสร้างความเสียหายให้กับชุมชนโดยรอบ แต่ความผิดพลาดทั้งหมดไม่ได้มีเพียงโรงงาน เพราะมันคือหน่วยงานกำกับดูแลที่ทำหน้าที่ควบคุมกฎระเบียบต่าง ๆ

โดยเฉพาะกรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งเป็นผู้กำหนดสีขอบเขตการตั้งโรงงาน และชุมชนไว้ชัดเจน แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีการออกเกณฑ์ที่ขัดต่อความปลอดภัย แตกต่างจากต่างประเทศอย่างมาก เช่น ต่างประเทศ ชุมชนจะไม่สามารถเข้ามาตั้งใกล้เขตโรงงานอุตสาหกรรม หรือสนามบินได้เลย เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุถึงขั้นสูญเสียร้ายแรง

“ไทยมีความคิดในมุมกลับกันว่าการตั้งหมู่บ้านจัดสรร ที่พักชุมชนต่าง ๆ ใกล้สนามบิน คือแม่เหล็ก (magnet) ดึงดูดการลงทุนได้ดี แต่แท้ที่จริงแล้ว ในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก เขาจะกันชุมชนออกให้ห่าง เพราะสนามบินหรือโรงงานมันมีองค์ประกอบพวกคลังน้ำมัน เป็นเป้าหมายก่อการร้าย ถังสารเคมี มีมลพิษทั้งทางเสียง อากาศ และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ หากเกิดเหตุขึ้นมา ความสูญเสียจะร้ายแรงที่สุด แต่ไทยก็ใช้ของเหล่านี้มาเป็นตัวดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาอยู่ใกล้ ๆ”


ดังนั้น รัฐเองควรที่จะดึงกรมโยธาธิการและผังเมือง และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ที่ดูเรื่อง EIA ให้อยู่ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นองค์กรอิสระ มีอำนาจในการกำหนดเกณฑ์การควบคุมดูแลสีผังเมืองให้สอดคล้องกับความจริงที่ต้องปลอดภัยกับชุมชนมากที่สุด อย่างการออกเกณฑ์การห้ามตั้งบ้านจัดสรรใกล้โรงงาน

รวมถึงการดึงเอาสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เข้ามาเพื่อกำหนดอัตราเบี้ยประกัน สำหรับโรงงานสารเคมีที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ตามมาตรฐาน เช่น คิดเบี้ยประกันสูงขึ้นเพราะความเสี่ยงสูง ทุนประกันสูงขึ้นให้ครอบคลุมบุคคลที่ 3 และชุมชน และต้องมีป้ายติดประกาศให้ชุมชนรับทราบชัดเจน

รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำวิชาชีววิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ทุกส่วนจะต้องให้ความรู้กับทั้งโรงงานและประชาชนมากขึ้น เพราะเมื่อเกิดเหตุพบว่ามีการแจ้งเตือนภัยที่ล่าช้า มีการใช้วิธีการจัดการกับสารเคมีค่อนข้างผิด วิธีการอพยพชุมชน ไม่มีการเตรียมแผนรับมือกับเรื่องนี้มาก่อน ทำให้เกิดความชุลมุน ผู้เข้าควบคุมเหตุไม่สามารถเข้าพื้นที่ได้ ขณะที่ประชาชนก็ไม่สามารถเดินทางออกมาได้ เพราะเส้นทางจราจรติดขัดและถูกปิด ไทยเองยังขาดองค์ความรู้เรื่องนี้อีกมาก

ดังนั้น รัฐ เอกชน ประชาชน ต้องจับมือกันเพื่อเตรียมรับมือเหตุในลักษณะนี้ให้ได้ นอกจากนี้ เรื่องของการเยียวยาต่าง ๆ จะต้องมีความชัดเจนว่าหน่วยงานใดคือผู้รับผิดชอบ เพราะหลังเกิดเหตุขั้นตอนต่าง ๆ ใช้เวลานานกว่าผู้เสียหายจะได้รับ

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ