3 สมาคมขนส่งทางเรือตั้งรับ ปี’65 กระอักระวางขาด-ค่าเฟรตพุ่ง

โอกาสที่การส่งออกไทยในปี 2565 จะขยายตัว 5% จากการฟื้นตัวของตลาด ทำให้เกิดความต้องการสินค้าสูงขึ้น แต่ทว่า “ผู้ส่งออก” ยังต้องเผชิญความท้าทายจากต้นทุนค่าระวางเรือที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นเช่นเดียวกัน เพราะจากภาวะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับขึ้น การขาดแคลนพื้นที่ (สเปซ) เรือ

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในเวทีการเสวนาออนไลน์ “สถานการณ์ขนส่งสินค้าทางทะเลและแนวโน้มอัตราค่าระวางเรือ ปี 2022”

ซึ่งทางสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) สมาคมเจ้าของเรือและตัวแทนเรือกรุงเทพฯ หรือ BSAA และสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ หรือ TIFFA เมื่อเร็ว ๆ นี้

นายชัยชาญ เจริญสุข ประธาน สรท. ระบุว่า ภาพรวมการส่งออกปี 2564 จะขยายตัวมากกว่า 12% สูงสุดในรอบ 33 ปีเป็นผลมาจากตลาดจีนและสหรัฐฟื้นตัวมีความต้องการสินค้ามากขึ้น

ขณะที่ทิศทางการส่งออกปี 2565 สรท.มองว่าทั้งปีส่งออกไทยจะขยายตัว 5% เป็นผลมาจากตลาดต่าง ๆ เริ่มฟื้นตัวมากขึ้น มีความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น

แต่ผู้ส่งออกยังต้องเจอปัจจัยปัญหาเรื่องต้นทุนค่าขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ยังไม่นับรวมปัญหาอื่นที่อาจจะส่งผลต่อการผลิต และต้นทุนผู้ผลิต ทั้งการขาดแคลนแรงงาน ต้นทุนแรงงาน ค่าเงินบาท เงินเฟ้อ การขาดแคลนวัตถุดิบ และปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ส่งออกต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และต้องปรับตัว

“ค่าเฟรตเป็นปัญหาที่ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าทุกประเทศเจอเหมือนกันหมด โดยยังมองว่าในระยะ 6 เดือนจากนี้ค่าเฟรตจะยังไม่ปรับลดลง และสิ่งที่น่าห่วงตามมาคือ การขยายวงไปทั้งฝั่งเอเชียใต้ อินเดีย ปากีสถาน ศรีลังกา ที่จะเจอปัญหาดังกล่าวนี้เช่นกัน แนวทางแก้ไข ทาง สรท.หยิบยกประเด็นหารือในหลายเวที โดยเฉพาะในเวทีองค์การการค้าโลก (WTO) พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมการคอยกำกับ ติดตามกับปัญหานี้เพื่อหาความชอบธรรมร่วมกันด้วย”

ปรับตัวรับเอฟเฟ็กต์ “ค่าระวาง”

ในส่วนของเอกชนต้องปรับตัว เพื่อแก้ปัญหาค่าระวางเรือ พื้นที่บนเรือและตู้คอนเทนเนอร์ขาด โดยจะต้องตกลงกับลูกค้าให้ชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศสะดุด

สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอีกประเด็นคือ การอำนวยความสะดวกด้านขนส่ง เพิ่มความคล่องตัวและหมุนเวียนการขนส่งสินค้าเข้าออกท่าเรือให้รวดเร็ว จะช่วยหมุนเวียนตู้คอนเทนเนอร์เข้าออกได้มากขึ้น ส่งผลดีต่อภาพการส่งออกของไทยในอนาคต

และในระยะยาว ไทยต้องปรับ เพราะในส่วนของระบบโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรของไทยยังไม่เพียงพอรองรับความต้องการ หากไทยยังพึ่งการขนส่งทางเรืออย่างเดียวจะเป็นเรื่องยาก ดังนั้น การหาช่องทางการขนส่งอื่นเป็นสิ่งสำคัญ

นายชัยชาญยอมรับว่า ปัญหาเรื่องของต้นทุนสินค้าในปีหน้าเป็นความท้าทายของผู้ผลิต ผู้ส่งออกที่ต้องบริหารต้นทุนของสินค้าให้ได้ เพราะหากไม่ดำเนินการใดอาจจะมีผลกระทบต่อภาวะเงินเฟ้อได้ ซึ่งรัฐบาลเองจำเป็นต้องเข้ามาดูแลหาแนวทางแก้ไขปัญหา

เรือใหม่เข้าระบบพุ่ง 30%

นายพิเศษ ฤทธาภิรมย์ ประธานสมาคม BSAA กล่าวว่า ผลจากการที่ประเทศต้นทางมีปัญหาความแออัดในการนำเรือเข้าท่า ส่งผลให้การหมุนเวียนตู้เรือทำได้ล่าช้า นำมาสู่ปัญหาการขาดแคลนพื้นที่ (สเปซ) ตู้เปล่าในเรือลดลง ทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออก

โดยเฉพาะในเส้นทางหลักอย่างสหรัฐและสหภาพยุโรป อาจจะเจอปัญหาความล่าช้า ทำให้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นทั้งการประกันความเสี่ยงสินค้า จากปกติใช้เวลา 6 เดือนจะขยายเป็น 1-2 ปี ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะต้องเผชิญปัญหานี้ต่อเนื่องระยะ 6 เดือนนี้ หรือไปจนถึงกลางปี 2565

อย่างไรก็ตาม สมาคมพบว่า จากสถานการณ์ความต้องการเรือ ตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงอัตราค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้มีลูกค้าโดยเฉพาะจากจีนติดต่อให้มีการต่อเรือเพิ่มขึ้น

และมีบริษัทสายเดินเรือขนาดใหญ่หลายสายเปิดให้บริการเช่าเรือและต่อเรือเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรือขนาดใหญ่ที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 1-2 หมื่นตู้


นั่นจึงทำให้จำนวนเรือเปล่าเพิ่มขึ้น 20-30% จากปกติ 24 ล้านทีอียู แต่ละปีจะเพิ่มเฉลี่ยเพียง 4-5 แสนทีอียูเท่านั้น แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็น 2 ล้านทีอียู และเป็น 4-5 ล้านทีอียู ล้อไปตามปัญหาค่าระวางเรือ ซึ่งการเพิ่มจำนวนเรือดังกล่าว มาพร้อมกับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย ลดการใช้แรงงานบนเรือลงใช้ไม่เกิน 10 คนต่อลำ

“เมื่อจำนวนเรือเพิ่มขึ้นจะทำให้มีเรือว่างเพิ่มขึ้น พื้นที่บนเรือเพิ่มขึ้น คาดว่าใน 2-3 ปีข้างหน้าจะมีเรือส่วนเกินเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 30% ซึ่งเป็นปัญหาที่สายเรือจะต้องบริหารจัดการ และเชื่อว่าอนาคตค่าระวางเรือจะปรับตัวลดลงตามการส่งออกที่ย่อตัวลง”

TIFFA ผนึกพาณิชย์ช่วย SMEs

นายวิฑูรย์ สันติบุญญรัตน์ นายกสมาคม TIFFA กล่าวว่า ทางสมาคมร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จัดทำโครงการรวมกลุ่มเพื่อจองตู้สินค้า และร่วมกับ Thai Trade Center ของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ประจำสหรัฐ จัดหาระวางเรือ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ในการหาพื้นที่ระวางเรือในการส่งออก ตาม trade lane ที่ผู้นำเข้า-ส่งออกแจ้งมา

พร้อมกันนี้ ยังได้นำเสนอให้มีการพัฒนา NDPT : national digital trade platform และ eLMP : e-Logistics market place ซึ่ง TIFFA EDI กำลังพัฒนาอยู่ เพื่อให้บริการทางด้าน digital connectivity ทุกภาคส่วนที่อยู่บนระบบ ecosystem

นอกจากนี้ ได้ฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยผลักดันและแก้ไขปัญหา เช่น การ turnaround time ของตู้สินค้า จาก 15 วัน ปรับลดเหลือ 7 วัน เพื่อให้การขนส่งเกิดความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น รวมถึงปัญหาจัดเก็บ VAT 7% เหลือ 0% ของผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มเงินหมุนเวียนให้แก่ผู้ส่งออกด้วย

ชี้โอกาสเชื่อมไทย-จีน

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งเห็นว่า การที่รถไฟความเร็วสูงเส้นทางคุนหมิง-เวียงจันทน์ ซึ่งจะเริ่มให้บริการวันที่ 2 ธ.ค. 2564 นี้ จะมีส่วนช่วยเชื่อมโยงการส่งผ่านสินค้าจากประเทศไทยไปเวียงจันทน์ ประเทศลาว และต่อเนื่องไปจีน

น่าจะเป็นโอกาสดีสำหรับสินค้าผลไม้ เช่น ทุเรียน มังคุด และลำไย สามารถช่วยลดความแออัดในการขนส่งทางทะเล และอาจจะส่งผลให้ต้นทุนค่าขนส่งถูกลงด้วย

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ