Skip to content

สภาผู้ส่งออกฯ ขอรัฐตรึงดอกเบี้ย 0.5% จับตาน้ำมันดิบ 120 เหรียญ

07 มิ.ย. 2565 | 12:27น.
สภาผู้ส่งออกฯ ขอรัฐตรึงดอกเบี้ย 0.5% จับตาน้ำมันดิบ 120 เหรียญ

สภาผู้ส่งออกฯ จับตาราคาพลังงาน น้ำมันดิบทะลุ 120 เหรียญ/บาร์เรล ปัจจัยสำคัญกระทบต้นทุนขนส่งพุ่ง ปัญหาวัตถุดิบขาด จี้รัฐดูแลราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย0.5%-ค่าบาท หวังส่งออกปี 2565 โตได้ 5-8%

วันที่ 7 มิถุนายน 2565 นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยว่า สรท. คาดการณ์การส่งออกไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2565 เติบโต 3 – 5% ยังคงคาดการณ์รวมปี 2565 ทั้งปีที่ 5-8% ส่วนไตรมาสที่ 1 ส่งออกขยายตัว 8.7% โดยปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออกให้ขยายตัว

เช่น ค่าเงินบาทอ่อนค่า 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ที่ส่งผลให้การส่งออกขยายตัว รวมไปถึงเศรษฐกิจคู่ค้าของไทย เช่น สหรัฐที่ผ่านมาเติบโตดี แต่จากนี้ยังต้องติดตามสถานการณ์ อาเซียน นอกจากนี้ ยังเป็นผลมาจากสินค้าหลายรายการส่งออกขยายตัวไปได้ดี เช่น น้ำตาล ยางพารา ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ อาหาร ข้าว อัญมณีและเครื่องประดับ เป็นต้น

“การส่งออกของไทยหากจะให้ขยายตัวได้ 5% เฉลี่ยต่อเดือนจากนี้ 23,446 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งปีประมาณ 284,797 ล้านเหรียญสหรัฐ หากจะส่งออกให้ได้ 8% เฉลี่ยต่อเดือน 25,706 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งปีประมาณ 292,934 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องตามด้วยปัจจัยที่ราคาพลังงานไม่สูงเกิน 120 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล โดยอยู่ในกรอบ 100-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ค่าขนส่งไม่ผันผวน”

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2565 ที่ต้องติดตาม ได้แก่

1) ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูง จากสถานการณ์ระหว่างยูเครนและรัสเซียที่ยังคงยืดเยื้อ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้า และต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาพลังงานในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก โดยทิศทางราคาน้ำมันคาดว่าอยู่ในช่วง 100-115 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

2) สถานการณ์อัตราเงินเฟ้อโลกที่เพิ่มขึ้นเป็น 9.2% (YoY) ส่งผลกระทบต่อ ค่าครองชีพเพิ่มสูงขึ้น กำลังซื้อผู้บริโภคทั่วโลกหดตัวลง

3) สถานการณ์ระวางเรือยังคงตึงตัวในหลายเส้นทางและค่าระวางขนส่งสินค้าทางทะเลยังทรงตัวในระดับสูง เนื่องจากเรือแม่ยังไม่สามารถเข้าเทียบท่าในไทยได้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่แม้ค่าระวางเริ่มมีการปรับลดลงในหลายเส้นทาง แต่พบว่าค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มที่เกี่ยวข้องกับราคาน้ำมัน ยังคงมีการปรับขึ้นและผันผวนตามราคาน้ำมันในตลาดโลก

4) ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, ธัญพืช เช่น ข้าวสาลี ถั่วเหลือง ข้าวโพด เมล็ดทานตะวัน แป้งสาลี อาหารสัตว์ ปุ๋ย ส่งผลให้หลายประเทศเริ่มออกมาตรการจำกัดการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร

อย่างไรก็ดี สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย มีข้อเสนอแนะที่สำคัญประกอบด้วย

1) ขอให้ ธปท. รักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินกว่า 33–34 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้เพื่อไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประกอบการที่ต้องแบกรับต้นทุนในส่วนอื่นที่ผันผวนสูง และขอให้ กนง. คงระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% เพื่อประคองให้การฟื้นตัวภาคธุรกิจยังคงดำเนินการได้

2) รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ระดับที่เหมาะสม ผ่านเครื่องมือด้านการลดภาษีสรรพสามิตและเงินกองทุนน้ำมัน หรือกลไกในการควบคุมต้นทุนการนำเข้าไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากจนเกินไป และ

3) การควบคุมราคาสินค้าในประเทศจำเป็นต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับต้นทุนผู้ประกอบการ เพื่อมิให้เป็นภาระต้นทุนของผู้ประกอบการมากเกินไป ขอให้พิจารณาลดต้นทุนสินค้าขาเข้า ลดเงื่อนไขและขั้นตอนในกลุ่มสินค้าที่ขาดแคลนและจำเป็น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ขนส่งทางเรือ ตลาดส่งออก