“ซิลค์แอ็คทีฟ” เข็นเซรั่มใยไหมขายทั่วโลก-
“ซิลค์ แอ็คทีฟ” มาแรง ออกผลิตภัณฑ์ “เซรั่ม” สกัดจากแผ่นใยไหมวัตถุดิบธรรมชาติของไทย แข่งเดือดเครื่องสำอางจาก “เมือกหอยทาก” ชี้เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 3 เท่าตัว เผยได้ตัวแทนจำหน่ายในฝรั่งเศส อังกฤษ แคนาดาแล้ว จ่อลงทุน 100 ล้าน ตั้งโรงงานผลิตที่โคราช
แหล่งข่าวจากบริษัท ซิลค์ แอ็คทีฟ จำกัด เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัทเริ่มวางจำหน่ายเครื่องสำอางหลากหลายประเภทที่สกัดสารจากแผ่นใยไหมที่ตัวไหมพ่นออกมาแล้ว โดยบริษัทนำไปเข้าห้องแล็บเพื่อสกัดให้ได้สารต่าง ๆ ออกมาหลายชนิด ได้แก่ 1.sericin hydrolysate ซึ่งสารชนิดนี้จะช่วยลดริ้วรอย เสริมสร้างโปรตีนและคอลลาเจนทำให้ผิวกระชับ มีสารเคลือบเซลล์ผิวที่ช่วยดูดซับน้ำ ทำให้เซลล์ผิวชุ่มชื้น ทำหน้าที่ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase (สารสร้างเม็ดสีผิวเมื่อถูกแสงแดด) ทำให้ลดฝ้าและจุดด่างดำที่ผิว
2.ได้สาร silk lutein ช่วยซ่อมแซมเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวและผม ช่วยป้องกันการทำลายสาร keratinocyte ที่เป็นองค์ประกอบหลักของเซลล์ผิวมนุษย์จากการรับรังสี (UV-B) อีกทั้งยังเพิ่มระดับสาร keratinocyte ซึ่งช่วยให้เซลล์ผิวแข็งแรง 3.ได้สาร fibroin crystalline powder (insoluble fibroin) เป็นผงผลึกไฟโบรอิน นำมาใช้เป็นแป้งสำหรับทาผิวพรรณ ช่วยป้องกันแสงแดด โดยช่วยการกระจายและหักเหแสงได้เป็นอย่างดี สร้างการยึดเกาะผิวทนนาน ทำให้ผิวเนียน นุ่ม ช่วยดูดซับความมัน
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า สารสกัดจากแผ่นใยไหมผ่านการวิจัยและทดสอบจนมีคุณภาพสูง โดยทีมวิจัยของ ดร.มาโนชญ์ สุธีรวัฒนานนท์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนเงินทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร องค์การมหาชน (สวก.) เนื่องจากบริษัทแม่ คือ “ไทยซิลค์” คลุกคลีอยู่ในวงการหม่อนไหมมานาน และมีการส่งออกยอดอ่อนใบหม่อนไปให้ญี่ปุ่นทำชาดื่มมานานหลายปี และได้รับการจดสิทธิบัตรนานาชาติระดับโลก (World Intellectual Property Organization : WIPO) ที่ครอบคลุมหลายประเทศที่สำคัญทั่วโลก ทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลี จีน และกลุ่มประเทศอาเซียน เป็นต้น และล่าสุดมีบริษัทต่างประเทศขอเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของบริษัท จากฝรั่งเศส อังกฤษ และแคนาดาแล้ว ราคาที่จำหน่ายในไทยขายชิ้นละ 1,290 บาท แต่ราคาขายในต่างประเทศจะสูงกว่าไทย 3 เท่าตัว
“ทีมวิจัยได้พัฒนากรรมวิธีการเลี้ยงไหมแบบใหม่ให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นแบบกล่องไม่เบียดเบียนกัน เพื่อสร้างระบบการเลี้ยงไหมครบวงจร ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า จนได้รับทรัพย์สินทางปัญญาสิทธิบัตรกรรม ซึ่งครอบคลุมกระบวนการเลี้ยงไหม สกัดสารอื่น ๆ จากแผ่นใยไหม ซึ่งกระบวนการผลิตของงานวิจัยทั้งหมดนี้เป็น green process การค้นคว้าและวิจัยใช้ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2552-2556 ใช้ทุนวิจัยทั้งสิ้นประมาณ 62 ล้านบาท” แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า หากในอนาคตจำหน่ายได้มากขึ้น บริษัทจะมีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตที่ จ.นครราชสีมา ต่อไป คาดว่าจะต้องลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท นับได้ว่าไทยมีความก้าวหน้าไปมาก ที่ผ่านมาจะมีเพียงการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมาทำผ้าไหมเป็นหลัก ต่อไปเกษตรกรจะมีทางเลือกในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมให้เป็นแผ่นใยไหมที่บริสุทธิ์ เพื่อใช้ผลิตสารสกัดต่าง ๆ ที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เกี่ยวกับเบาหวาน จอประสาทตา รวมไปถึงเครื่องสำอางประเภทบำรุงผิว ผมและเล็บ
สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่นำออกมาจำหน่าย ประกอบด้วย 1.face serum สูตรบำรุงผิวหน้า 2.eye serum สูตรลดเลือนริ้วรอย 3.body serum ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ไม่ใช่ body lotion โดยทั่วไป แต่เป็น body serum โปรตีน sericin สูตรพิเศษโดยเฉพาะ
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เครื่องสำอางจากวัตถุดิบธรรมชาติกำลังมาแรง ซึ่งไทยค่อนข้างได้เปรียบ เพราะมีการส่งเสริมการผลิตแบบครบวงจรทั้งจากเมือกหอยทากและล่าสุดคือ เซรั่มที่ได้สารสกัดจากแผ่นใยไหมหลายชนิด ต่างชาติจึงสนใจและรับเป็นตัวแทนจำหน่ายในหลายประเทศ
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
สามารถดาวน์โหลด ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ e-Newspaper
หรือ e-Book ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
