บริบทใหม่ “จีน” ภารกิจอนุรักษ์ สวล.-
คอลัมน์ ECO Touch
สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกราว 1.3 พันล้านคน และด้วยจำนวนประชากรที่มากนี่เอง จึงทำให้ประเทศจีนจำเป็นต้องผลิตพลังงาน เพื่อตอบสนองความต้องการของประชากร อีกทั้งจีนยังสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการเป็นแหล่งผลิตสินค้าให้กับบริษัทจากต่างประเทศทั่วโลก เพราะมีจุดแข็งด้านกำลังคน
แต่ผลของการใช้ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงาน และการปล่อยมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม จึงทำให้ที่ผ่านมาจีนประสบปัญหามลพิษทางอากาศอย่างรุนแรง แต่กระนั้นก็เพียงเป็นข่าวที่ปรากฏผ่านมาทั้งสื่อโทรทัศน์ และโลกออนไลน์
จนกระทั่งดิฉันมีโอกาสเดินทางไปกว่างโจว ประเทศจีน กับอาศรมสยาม-จีนวิทยา สมาคมปัญญาภิวัฒน์ และ บมจ.ซีพี ออลล์ เพื่อเยี่ยมชมเรียนรู้แหล่งวัฒนธรรม และศึกษาสถานที่สำคัญเมื่อไม่นานผ่านมา ทำให้พบว่าสิ่งแวดล้อม และสภาพอากาศในจีนเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น
ทั้งยังได้ทราบถึงเรื่องที่กระทรวงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแห่งชาติจีน ออกประกาศการดำเนินโครงการกำกับดูแลธุรกิจที่ปล่อยมลพิษอย่างผิดกฎหมายเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชนปี 2556 โดยระบุภารกิจสำคัญในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ได้แก่
หนึ่ง การตรวจสอบ และปราบปรามปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาการทำลายคุณภาพของอากาศ ปัญหาน้ำเสีย
สอง ควบคุมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของธุรกิจที่มีการปล่อยมลพิษสูง อาทิ ธุรกิจการหล่อหลอมโลหะที่ไม่ใช่เหล็ก ธุรกิจการผลิตแบตเตอรี่สะสมไฟฟ้าแบบตะกั่ว ธุรกิจการชุบโลหะด้วยไฟฟ้า เป็นต้น
สาม ตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการทำลายสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมการผลิตยาอย่างรอบด้าน
ระหว่างการเดินทางไปเมืองต่าง ๆ ทั้งกว่างโจว, ฉางซา, เสาซาน, เสากวน เพื่อบันทึกเรื่องราวด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมในจีน จึงได้รับความรู้เพิ่มเติมจาก “ประสิทธิ์ ฉกาจธรรม” ผู้อำนวยการอาศรมสยาม-จีนวิทยา โดยบอกว่า ถ้าจีนได้ลองตั้งใจทำอะไรดี ๆ แล้วย่อมสำเร็จ ดังนั้นเราจะได้เห็นสิ่งแวดล้อมของจีนในเมืองใหญ่ ๆ ดีขึ้นอย่างแน่นอน
“ตอนนี้จีนกำลังกวดขันเรื่องโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยควันเสีย โดยหากพบโรงงานที่ไม่มีระบบปรับปรุงน้ำเสีย หรือการดูแลการปล่อยควันพิษที่ดีจะถูกปรับหรือปิดทันที รวมทั้งยังมีการจัดระเบียบให้โรงงานย้ายออกไปอยู่นอกเมือง และเน้นการใช้พลังงานทดแทน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ โดยจะเห็นได้จากพื้นที่ว่างตามเส้นรถไฟความเร็วสูงจะมีแผงโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้า มีการรณรงค์ให้ประชาชนใช้รถยนต์ระบบไฟฟ้าแทนระบบน้ำมัน เพราะเขาต้องการควบคุมการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์”
“โดยการจัดเตรียมให้มีที่ชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ตามลานจอดรถในสถานที่สำคัญ ๆ นอกจากนั้น จีนยังจำกัดการใช้รถยนต์ ด้วยการกำหนดให้ที่จอดรถมีราคาแพง โดยแต่ละบ้านที่ต้องการที่จอดรถจะต้องซื้อสิทธิ์ 30-40 ปี ในราคาราว 3 แสนหยวน”
“ปริ้นซ์ แอ็ดทา โอโพคู” นักศึกษาปริญญาเอก วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยหนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวเสริมให้ฟังว่า มหาวิทยาลัยในจีนเน้นเรื่องนวัตกรรมที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมสอดแทรกในหลายวิชา อีกทั้งการเรียนสาขาสิ่งแวดล้อมยังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ ในกลุ่มนักศึกษาจีน และนักศึกษาต่างชาติที่เดินทางมาเรียนที่จีนด้วย
“จากที่เรียนทางด้านสิ่งแวดล้อมในประเทศจีน ทำให้เห็นว่าจีนเข้มงวดในการรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เริ่มเก็บภาษีคาร์บอน ปรับอัตราภาษีการปล่อยมลพิษสูงขึ้น ทั้งยังจัดการดูแลรักษาความสะอาดบนพื้นที่สาธารณะดีขึ้นเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างพื้นที่มหาวิทยาลัย และหลายสถานที่มีการใช้ระบบประหยัดไฟแบบเซ็นเซอร์ เมื่อไม่มีคนอยู่ในพื้นที่นั้น ไฟก็จะดับ เพื่อประหยัดพลังงาน ทั้งนี้ จีนมีจุดแข็งในด้านเงินลงทุน หากเห็นว่าเทคโนโลยีไหนจะสามารถช่วยปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในจีนได้จริง จะไม่รีรอที่จะศึกษาและนำมาใช้”
นับได้ว่าการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของจีนตอนนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการก้าวไปสู่การเป็นประเทศประหยัดพลังงานที่น่าสนใจทีเดียว
หมายเหตุ : หากใครมีเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สามารถส่งข้อมูลมาได้ที่ [email protected]
ติดตามข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ค ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
