ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ “ไทยซัมมิท…ไม่ใช่ซูเปอร์มาร์เก็ตชิ้นส่วน”-
บนเวทีสัมมนา “พลิกเกมธุรกิจพลิกอนาคต-THE REINVENTION 2018” จัดโดยหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา “ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ” รองประธานกรรมการ บริษัท ไทยซัมมิท โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด ผู้บริหารสาวมาดเท่ ความสามารถรอบด้านขึ้นเวทีถ่ายทอดประสบการณ์ แนวคิด และกุญแจแห่งความสำเร็จที่จะพลิกเกมรับมือการแข่งขันโลกใหม่ที่ท้าทาย
Q : วันแรกที่เข้ามาทำงานในไทยซัมมิท
การเข้ามาทำงานวันแรกนั้นเราไม่ได้มองยอดขายเลย แต่สิ่งที่มองคือ ภายในองค์กรนั้นเขาทำอะไรกัน ยิ่งเราอยู่ในฐานะลูกเจ้าของหรือเจ้าของเมื่อตัดสินใจเลือกเข้าไปทำงานในบริษัทของเราแล้ว (ซึ่งจริง ๆ ไม่ได้เลือก หัวเราะ)
ต้องทำให้สำเร็จและยิ่งใหญ่
สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ องค์กรเขาอยู่กันมาได้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเรา
เราต่างหาก ถ้าไม่มีไทยซัมมิทเราน่าจะอยู่ไม่ได้
ดังนั้น ต้องคิดหนักมาก คิดตลอดว่าถ้าไทยซัมมิทไม่ดีจริงอยู่ไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้
ตรงนี้ล่ะ เป็นปัญหาสำหรับเด็กรุ่นใหม่ ๆ ที่เพิ่งเข้ามาทำงาน ซึ่งอาจจะร้อนวิชา…
อยากจะเปลี่ยนทุกอย่าง แต่สำหรับเรา สิ่งแรกที่เลือกทำคือ การทำความเข้าใจ
เริ่มตั้งแต่สิ่งเล็ก ๆ จนใหญ่ขึ้น
และหลังจากนั้นถึงจะมองการสร้างยอดขาย สร้างกำไร และการบุกตลาดไปต่างประเทศ อย่างที่เห็นทุกวันนี้
องค์กรไทยซัมมิทเป็นธุรกิจครอบครัว เราเคยมีการเตรียมตัวเพื่อรับช่วงต่ออยู่แล้ว
เพียงแต่เร็วกว่ากำหนด เพราะคุณพ่อเสีย (เมื่อ 20 ปีก่อน)
ตอนนั้นเรายังเด็กแต่เป็นลูกเจ้าของ ต้องเข้าไปบริหารคนรุ่นลุง ยากมาก
เรียกว่า ไม่ได้มีแต้มต่ออะไรเลย หลายคนมีคำถามสงสัยมากว่าเราจะทำได้หรือ
เราก็ต้องแสดงให้ทุกคนเห็นว่า เราเป็นผู้นำได้กับการบริหาร
โดนลองของมาทุกรูปแบบ แต่ทุกครั้งที่เราแก้สถานการณ์ได้ ผู้ใหญ่หลาย ๆ คนก็ให้การยอมรับเรามากขึ้น
เริ่มจากเข้าไปดูและศึกษาก่อนในทุกระบบ ทั้งเอชอาร์ จัดซื้อ ฯลฯ
คำว่า ดูคือการเข้าไปดูไม่ใช่ปรับเปลี่ยน แต่เราก็มีเก็บไว้ในใจว่า ถ้าจะเปลี่ยนจริงมีอะไรบ้าง
ทำตั้งแต่จุดเล็ก ๆ จนมองเห็นภาพใหญ่ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางที่เราอยากจะไป
เมื่อก่อนนี้คนมักมองว่าไทยซัมมิทเป็นเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตของชิ้นส่วนยานยนต์ อยากได้อะไรก็มี
ฟังดูน่าภูมิใจคนในองค์กรส่วนใหญ่ชื่นชอบ แต่เราคิดต่าง ไม่น่าใช่
เพราะว่า ลูกค้าจะไม่มีทางรู้เลยว่า จุดแข็งของไทยซัมมิทคืออะไร
ชิ้นส่วนที่แข็งแกร่งของไทยซัมมิทคืออะไร
เหมือนกับการเลือกร้านอาหาร ที่เมื่อเข้าไปอาจจะมีหลายอย่างให้เลือก
แต่เราต้องรู้ว่า ถ้าจะกินผัดกะเพรา ต้องเลือกร้านนี้เป็นอาหารจานเด็ด
ผู้ผลิตรถยนต์ อยากได้ชิ้นส่วนยานยนต์ตัวนี้ต้องมาที่ไทยซัมมิท
แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ทั้งหมด แค่เก่งเรื่องสินค้าเท่านั้นไม่พอ
เราต้องมาดูที่เทคโนโลยีด้วยว่า เทคโนโลยีตัวไหนดีที่สุด สามารถทำกำไร หรือมีความเป็นไปได้มากที่สุด
ซึ่งแนวคิดตรงนั้น ทำให้เรามาจัดองค์กร จัดการเครื่องมือเครื่องจักร ให้เป็นไปตามแนวคิดนั้น ๆ
แทนที่เราจะเลือกศึกษาแต่หน้าบ้าน ก็เลือกที่จะศึกษาตั้งแต่หลังบ้าน
ก่อนหน้านี้ไทยซัมมิททำหลายอย่างมาก ทั้งเครื่องจักรการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนรถยนต์
แต่พอมีคนถามว่า ชิ้นส่วนรถยนต์ทำอะไรบ้าง เราก็ตอบกลับไปว่าให้ถามใหม่ดีกว่าว่า ไทยซัมมิทไม่ได้ทำอะไรบ้าง
คือ เยอะจริง ๆ สิ่งที่เราไม่ทำ เช่น กระจก, เครื่องยนต์, ยาง
ส่วนที่เหลือเราทำหมด อะไรดี อะไรไม่ดี อะไรกำไร อะไรไม่กำไร ทำหมด
สุดท้ายปวดหัวกันไป
จนวันหนึ่งเราไม่อยากเป็นแบบนั้น ไทยซัมมิทจะต้องเลือก…
อะไรที่ตลาดไม่โต ไม่ทำกำไร เอาออกไป
Q : อะไรคือเป้าหมายของไทยซัมมิทในวันนั้น
ตอนนั้น คนไทยซัมมิท มีความพราวในความเป็นไทยซัมมิท
ตอนที่คุณพ่อ (พัฒนา จึงรุ่งเรืองกิจ)ยังอยู่ มีผลงานดีมาตลอด
ไทยซัมมิท คือเบอร์แรก ๆ ของผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ของประเทศไทย
บางสินค้าเรามียอดขายใหญ่ที่สุดในประเทศ
แต่วันนี้ไทยซัมมิทต้องเปลี่ยนวิธีคิดว่า ต้องมองตลาดที่ใหญ่ขึ้นไปอีก
เริ่มต้นจากความพยายาม เปลี่ยนความคิดผู้บริหารว่า ในประเทศไทยมีตลาดที่ใหญ่
แต่ในอาเซียนล่ะใหญ่ กว่าแล้วไทยซัมมิทจะไปได้หรือไม่
เมื่อมามองแล้ว มันมีโอกาสและพบว่าน่าจะไปได้ เนื่องจากรถจักรยานยนต์นั้น มีบางรุ่นที่ทำในประเทศ บางรุ่นทำทั้งไทย อินโดนีเซีย เวียดนามด้วย
หรือถ้าคิดแบบภาษาคอมพิวเตอร์คือ “copy & paste” ไทยซัมมิทไปจะไหวมั้ย
และนี่คือการเปลี่ยนวิธีคิดของไทยซัมมิท ที่จะไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น
โดยไทยซัมมิทเลือกไปประเทศเพื่อนบ้านที่มียอดการผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์ที่สูง
ไปในพื้นที่ที่มีลูกค้า เพราะไทยซัมมิทอยากเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนที่ สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกได้
Q : ประเทศไหนที่เริ่มต้น
อินเดีย ไทยซัมมิทเป็นบริษัทไทยแรก ๆ ที่ไปตั้งฐานผลิตที่อินเดีย ซึ่งในช่วงเริ่มต้นนั้น มีความยุ่งยากและลำบากในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงงาน การจัดหาบุคลากร จากประเทศไทยให้ไปทำงานที่อินเดีย
การเทรนพนักงานท้องถิ่น จนสุดท้ายไทยซัมมิทตัดสินใจตั้งโรงงานและผ่านมาจนถึงวันนี้
ผ่านไป 10 ปีแล้ว ไทยซัมมิทยังมีโรงงานอยู่ในอินเดียได้
ย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน หลายคนมักจะถามว่า “จีน” กับ “อินเดีย” จะไปไหนดี
ก่อนหน้านี้เราเน้นผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างจีนกับอินเดีย
อินเดียจะมีรถจักรยานยนต์มากกว่า
สิ่งที่บ่งบอกอีกอย่างคือซัพพลายเชนยังไม่เข้มแข็ง
ถ้าไทยซัมมิทเลือกไปประเทศแบบนี้มันท้าทายกว่า ยากกว่า
แต่นั่นหมายความว่าไทยซัมมิทมีโอกาสเติบโตมากกว่า
อินเดียเป็นประเทศแรกที่ไทยซัมมิทเลือกไป และเมื่อผ่านอินเดียมาได้ ไม่ว่าประเทศไหนตอนนี้เราคิดว่าเราไปได้หมด
Q : ขยายตลาด ตปท.ต้องปรับวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร
ความท้าทายของการออกไปตั้งโรงงานในต่างประเทศ ไม่ได้อยู่ที่เซตแรก แต่การโกอินเตอร์นั้น ต้องไม่ลืมว่าไม่มีใครที่จะอยู่กับเราตลอดไปได้
เซตแรก การที่คนยอมไปอยู่อินเดีย ให้เรา 5 คน เขายอมอยู่ให้เรา 5 ปี
และทุก ๆ 5 ปี จะต้องมีคน 5 คนสลับสับเปลี่ยนให้เรา
วันนี้ไทยซัมมิทมีอยู่ 6-7 ประเทศ ประเทศละเกือบ 10 คนในหลาย ๆ ระดับ
นั่นหมายความว่าไทยซัมมิทต้องหาคนเกือบ 50 คนไปทดแทนกัน ตรงนี้คือ ความท้าทายยิ่งกว่า…
วินาทีที่ตัดสินใจในตอนนั้น เราเริ่มจากการพิสูจน์ด้วยตัวเรา โน้มน้าวเฉพาะกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง
ทีมจะต้องอินกับเรา ซึ่งเราต้องทำให้พนักงานเห็นและมีความเชื่อมั่น
เราเป็นแม่ทัพเราต้องไปก่อน ทำให้พนักงานเชื่อมั่น บริษัทพร้อมที่จะซัพพอร์ตตลอดเวลา ทำให้เห็นว่าพวกเขาเป็นฮีโร่ของบริษัท ให้ทุกคนเห็นและยอมรับ ทั้งดีเอ็นเอของไทยซัมมิทและไลฟ์สไตล์
เราต้องอิน ต้องลุย ในฐานะผู้นำ เราโกหกลูกน้องไม่ได้
Q : เคล็ดลับอะไรที่ทำให้ลูกค้าเชื่อมั่น
ฟังดูเป็นคำพูดที่ไม่น่าสนใจ ถ้าพูดว่า “ต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้”
เพราะไม่ว่าธุรกิจไหนเขาก็ทำกัน แต่สิ่งที่ไทยซัมมิททำคือ เข้าไปดูว่าในธุรกิจของไทยซัมมิท ตอบความต้องการของลูกค้าคืออะไรจริง ๆ แล้วทำตัวเองให้ได้ในเชิงปฏิบัติ
คำว่าอยาก “โกอินเตอร์ของไทยซัมมิท” นั้น ไม่ใช่คำกล่าวแบบลอย ๆ
ไม่ใช่ว่าสนุก ว่าต้องไปต่างประเทศ เพราะประเทศที่ไทยซัมมิทไป ไม่ใช่ประเทศที่น่าเที่ยว
แต่แล้วทำไม “ไทยซัมมิท” ต้องไป มันกลับมาตอบโจทย์ว่า เพราะลูกค้าต้องการ คนที่มีฐานการผลิตในประเทศที่เขามีฐานการผลิตเหมือนกัน
คิดง่าย ๆ รถยนต์ 1 โมเดล มีการผลิตในหลายประเทศ มีซัพพลายเออร์รายเดียวสามารถซัพพอร์ตได้ในทุกฐานผลิต ดีกว่าจะต้องไปนั่งบริหารจัดการ โรงงานผลิตทั้ง 3 ประเทศกับหลากหลายซัพพลายเออร์
นี่คือจุดที่ไทยซัมมิทต้องการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
แค่นี้ก็สร้างความเชื่อมั่นได้มากแล้ว ยังไม่รวมถึง just in time คุณภาพของสินค้า ซึ่งเราเน้นความเป็นมาตรฐาน
Q : เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ากำลังมาต้องปรับตัวอย่างไร
ไทยซัมมิทโชคดี ชิ้นส่วนรถยนต์ที่เราทำนั้นคือ ชิ้นส่วนที่ใช้กับรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้าทั้งนั้น
รวมถึงเราปรับตัวมาระยะหนึ่งแล้วด้วยสิ่งที่จะเปลี่ยนไปจากนี้คือ เทคโนโลยีเราต้องเปลี่ยนให้ทัน เช่น การปั๊มเหล็ก อนาคตอาจจะใช้วัสดุอะลูมิเนียม แมกนีเซียม เพราะรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้วัสดุที่เบาขึ้น
เครื่องจักรของก็ยังปั๊มได้ ดังนั้นเราต้องเรียนรู้กระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการทำแม่พิมพ์
การเลือกใช้วัสดุ เราไม่ได้เปลี่ยนธุรกิจ แต่เราเปลี่ยนขั้นตอนรายละเอียดวิธีการมากกว่า ไม่จำเป็นต้องมีสินค้าใหม่
กระบวนการใหม่ ๆ ที่เราทำก็ถือเป็นการดิสรัปชั่นไปสู่สิ่งใหม่ ๆ
Q : มีคำแนะนำไปยังผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจอย่างไรบ้าง
โลกวันนี้เปลี่ยนเร็ว รวมถึงเทคโนโลยีด้วย เราต้องจับตาดูธุรกิจและทิศทาง และไม่ใช่แค่จับตาดูธุรกิจของตัวเอง แต่ต้องดูธุรกิจข้าง ๆ ที่มีผลกระทบกับเราด้วย
ตัวอย่างชัด ๆ คนมักจะถามว่า รถยนต์ไฟฟ้ามา ไทยซัมมิทหรือคนในวงการตกใจมั้ย
คนในวงชิ้นส่วน ส่วนใหญ่ไม่ได้ตกใจ เพราะมีการเตรียมการอยู่แล้ว
แต่ยังมีอีกหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ แต่คนส่วนใหญ่มองไม่เห็น
ตรงนี้ต้องมองให้รอบด้าน เช่นเดียวกับการมาของอินเทอร์เน็ต
มีหลาย ๆ ธุรกิจต้องล้มหายตายจากไป และหากรถยนต์ไฟฟ้ามา มีการพูดถึงรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ รถยนต์ไร้คนขับ
ธุรกิจโลจิสติกส์จะทำอย่างไร ธุรกิจเมสเซนเจอร์จะมีอยู่อีกต่อไปมั้ย เหล่านี้ต่างหาก การมาของรถยนต์ไฟฟ้า มีผลต่อไลฟ์สไตล์
เมื่อไลฟ์สไตล์เปลี่ยนทุกอย่างก็เปลี่ยน เชื่อว่านี่จะเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการควรสนใจด้วย เพราะถ้ามันมามันจะเร็วมาก
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
