“พาราควอต” เกม “ปิดหู ปิดตา” ยุคโลกโซเชียล 4.0-
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ
โดย กฤษณา ไพฑูรย์
เป็นกระแสร้อนต่อเนื่องมา 2 สัปดาห์แล้ว สำหรับข่าวลือเรื่องการปลด “อ.ยักษ์” หรือ “ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุว่าไปประกาศเจตนารมณ์ประเทศไทยต้องไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืชทุกประเภท โดยมีเป้าหมายการทำเกษตรอินทรีย์ควบคู่เกษตรทฤษฎีใหม่ ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านไร่ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
นั่นหมายรวมถึง การห้ามใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช 3 ชนิด ที่มีปริมาณนำเข้าสูง คือ “พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสต”…ซึ่งเจตนารมณ์ดังกล่าวของ อ.ยักษ์ อาจจะไปขวางทางผลประโยชน์ของใครหรือ
ไม่ ?
แต่ที่แน่ ๆ ไปขัดแย้งกับมติของ “คณะกรรมการวัตถุอันตราย” เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2561 ที่ได้มีมติเห็นชอบเพียง “ให้จำกัดการใช้” สารเคมี 3 ชนิด ได้แก่ 1.ไม่ให้ใช้สารทั้ง 3 ชนิดโดยสิ้นเชิงในพื้นที่ปลูกผักสวนครัว สมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ สนามกอล์ฟ และบ้านเรือน 2.กำหนดสถานที่หรือโซนนิ่งสำหรับพืชเศรษฐกิจที่ใช้ 2 สารเคมี คือ พาราควอต และไกลโฟเสต คือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล และ 3.ให้ใช้สารคลอร์ไพริฟอสในการปลูกไม้ผล (เพื่อกำจัดหนอนเจาะลำต้น) ไม้ดอก และพืชไร่เท่านั้น
หากมองย้อนกลับ นับเป็นเวลากว่า 1 ปี 4 เดือนมาแล้ว ที่เรื่องราวของ “3 สารเคมีกำจัดวัชพืช” มูลค่าการค้าหลายหมื่นล้านบาท ถูกยื้อยุดฉุดกระชากให้กลับมาคืนชีพ !
ทั้งที่ผลการประชุม “คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” ครั้งที่ 4/2560 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน พร้อมด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ
5 กระทรวง มีมติให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ “พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส” โดยถูกกำหนดให้เป็นวัตถุอันตรายชนิด 4 ที่ไม่อนุญาตให้มีการใช้ ส่วน “สารไกลโฟเสต” ให้จำกัดการใช้อย่างเข้มงวด เพื่อความปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค
ด้วยเพราะสารเคมี “พาราควอต”มีพิษเฉียบพลันสูง และยังไม่มียาถอนพิษ 47 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้ว ส่วน “คลอร์ไพริฟอส” เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ผลิตภัณฑ์ในบ้านเรือนกำจัดมด ปลวก เห็บ แมลงสาบ สารตัวนี้พบตกค้างสูงสุดในกลุ่มสารกำจัดแมลง ทำให้เกิดความผิดปกติด้านพัฒนาสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น หลายประเทศห้ามใช้ในบ้านเรือน ผักผลไม้ ส่วน “สารไกลโฟเสต” เป็นสารกำจัดวัชพืช หรือยาฆ่าหญ้าที่มีปริมาณนำเข้าสูง องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคเพิ่มมากขึ้น 22 โรค เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง อัลไซเมอร์ ฯลฯ
และกระทรวงสาธารณสุขออกมาตอกย้ำชัดอีกครั้งด้วยผลการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 61 ว่า ยืนยันตามมติของคณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีฯ ครั้งก่อน คือ ให้ “ยกเลิก” การใช้
แต่ดูเหมือนเสียงของ “กระทรวงสาธารณสุข” ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านการแพทย์ ที่มีบทบาทในการดูแลสุขภาพของคนไทย กลับไม่มีผู้บริหารกระทรวง และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องรับฟัง !
เพราะตลอดระยะเวลากว่า 1 ปี มีการตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการขึ้นมาอีกนับไม่ถ้วน เพื่อ “ซื้อเวลา” กันมาตลอด แถมล่าสุดยังมีการปิดบังข้อมูลผลการวิจัย และพิษภัยที่ประชาชนควรทราบ
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ได้ออกมาบอกว่า มติที่ห้ามใช้สารกำจัดวัชพืชเฉพาะในพืชผักสวนครัว สมุนไพร แต่ให้ใช้ได้ในพืชเศรษฐกิจ สารเคมีสามารถไหลผ่านดินเข้าไปบริเวณรอบบ้านที่อยู่อาศัยได้ รวมถึงสามารถซึมเข้าไปในแหล่งน้ำต่าง ๆ ทำให้เกิดการปนเปื้อนในน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคได้
ขณะที่ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี (BioThai) กล่าวว่า สารพิษกำจัดวัชพืชพาราควอต ต่างประเทศยกเลิกการใช้แล้ว 51 ประเทศ และเตรียมการแบนในปี 2020 อีก 2 ประเทศคือ จีน และบราซิล สารฆ่าแมลงชนิดนี้ศาลสหรัฐเพิ่งตัดสินไปเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2561 สั่งการให้สำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐ (EPA) ดำเนินการแบนภายใน 60 วัน เช่นเดียวกับที่ไกลโฟเสต ซึ่งสถาบันมะเร็งนานาชาติ (IARC) ขององค์การอนามัยโลก ประกาศให้เป็นสารน่าจะก่อมะเร็งนั้น ศาลสหรัฐเพิ่งตัดสินให้บริษัทมอนซานโต้ต้องจ่ายค่าเสียหายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ มีมูลค่าสูงเกือบ 1 หมื่นล้านบาท
เช่นเดียวกับที่ นางสาวปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) ระบุว่า การพิจารณาของอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการควบคุมวัตถุอันตรายพาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเสตไม่นำประเด็นสาเหตุหลักของการแบนมาใส่ในรายงาน เช่น การที่สำนักงานสิ่งแวดล้อมสหรัฐล่าสุดประกาศให้พาราควอต เป็นสารพิษที่มีพิษเฉียบพลันสูง แค่จิบเดียวก็ตายได้ และไม่มียาถอนพิษ ไม่ใส่งานวิจัยเป็นจำนวนมากที่พบว่า คลอร์ไพริฟอส ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการทางสมองของทารกอย่างถาวร พยายามปิดกั้นการนำเสนอข้อมูลการพบการตกค้างของพาราควอตในขี้เทาทารกแรกเกิดของมหาวิทยาลัยมหิดล โดยอ้างว่ายังไม่มีการตีพิมพ์ แต่กลับนำเอาข้อมูลซึ่งไม่มีการตีพิมพ์ของหน่วยงานที่สนับสนุนการใช้สารพิษต่อ เช่น ข้อมูลของบริษัทมอนซานโต้ สมาคมวิทยาการวัชพืช ทั้งหมดเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการวัตถุอันตรายคณะใหญ่ และนำไปสู่การลงมติอัปยศ ให้มีการใช้สารพิษทั้ง 3 ชนิดต่อ
การเล่นเกม “ปิดหู ปิดตา” กับประชาชนแบบเดิม ๆ ของบางหน่วยราชการ ในวันที่โลกโซเชียลเปิดกว้าง พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน…วิถีทางเดิมที่เคยล้างสมองคนไทยจะใช้ได้ในยุคโซเชียล 4.0 ! หรือไม่…รอดูผลกันต่อไป
รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat
ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android
อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”
