เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สรรพสามิต ประเมินค่ายรถอีวีนำเข้า ใช้เวลา 1-2 ปี ตัดสินใจลงทุนผลิตในประเทศไทย
Finance สรรพสามิต ประเมินค่ายรถอีวีนำเข้า ใช้เวลา 1-2 ปี ตัดสินใจลงทุนผลิตในประเทศไทย
ปลัดคลัง ชี้ ‘รถเก่าแลกรถกระบะใหม่’ ต้องซื้อปิกอัพใช้ B20 ยันกำจัดซากได้ปีละ 1 หมื่นคัน
Finance ปลัดคลัง ชี้ ‘รถเก่าแลกรถกระบะใหม่’ ต้องซื้อปิกอัพใช้ B20 ยันกำจัดซากได้ปีละ 1 หมื่นคัน
วัธนเวคิน จับมือ EIM เปิด ‘ดัลลิช คอลเลจ กรุงเทพ’ รร.นานาชาติ ย่านบางนา
การศึกษา วัธนเวคิน จับมือ EIM เปิด ‘ดัลลิช คอลเลจ กรุงเทพ’ รร.นานาชาติ ย่านบางนา
เปิดแล้วธุรกิจใหม่ ลูกสาวเศรษฐา ‘ชีสเค้กฮอกไกโด’
Biz Movement เปิดแล้วธุรกิจใหม่ ลูกสาวเศรษฐา ‘ชีสเค้กฮอกไกโด’
สรรพสามิต ชงขอใช้เงินกู้ลุย ‘รถเก่าแลกรถกระบะใหม่-อุดหนุนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า’ รวม 1.2 หมื่นล้าน
Finance สรรพสามิต ชงขอใช้เงินกู้ลุย ‘รถเก่าแลกรถกระบะใหม่-อุดหนุนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า’ รวม 1.2 หมื่นล้าน
‘สหัสวัต’ ชี้ CI ไม่ใช่ใบการันตีสัญชาติ-อาชญากรรม จี้รัฐบาลไทยขึ้นทะเบียนแรงงานเอง
Politics ‘สหัสวัต’ ชี้ CI ไม่ใช่ใบการันตีสัญชาติ-อาชญากรรม จี้รัฐบาลไทยขึ้นทะเบียนแรงงานเอง
แสนสิริ x SCB WEALTH จัดเสวนาสุดเอ็กซ์คูลซีฟ ไฮไลต์ “เศรษฐา-ทศ-อาทิตย์” แชร์เบื้องหลังบริหารธุรกิจสู่ระดับโลก
Real Estate แสนสิริ x SCB WEALTH จัดเสวนาสุดเอ็กซ์คูลซีฟ ไฮไลต์ “เศรษฐา-ทศ-อาทิตย์” แชร์เบื้องหลังบริหารธุรกิจสู่ระดับโลก
OR กำไร 5,138 ล้านบาท ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนเดินหน้ารุกธุรกิจ Lifestyle
Economic OR กำไร 5,138 ล้านบาท ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนเดินหน้ารุกธุรกิจ Lifestyle
ฮุนได ถล่มเดือดส่งท้ายปี ให้ส่วนลดสูงสุด 5 แสนบาท
Automotive ฮุนได ถล่มเดือดส่งท้ายปี ให้ส่วนลดสูงสุด 5 แสนบาท
GULF กำไร Q3 เกือบหมื่นล้านรับธุรกิจไฟฟ้าฟื้น-AIS หนุน ลุย COD โรงไฟฟ้าใหม่กว่า 600 MW ปี’70
Economic GULF กำไร Q3 เกือบหมื่นล้านรับธุรกิจไฟฟ้าฟื้น-AIS หนุน ลุย COD โรงไฟฟ้าใหม่กว่า 600 MW ปี’70
ดูทั้งหมด

หมูเบทาโกรรุกตลาดส่งออกเข้า “ปาร์ก&ช็อป” ฮ่องกง-

08 ต.ค. 2561 | 07:00น.

เบทาโกรรุกส่งออกหมูเปิดดีลร่วมทุนโรงงานตัดแต่งเจาะตลาดไฮโซฮ่องกง nonHalal ตะวันออกกลาง พร้อมเดินหน้าขยายตลาด S-Pure ครองแท่นเบอร์ 1 สินค้าอาหารสดพรีเมี่ยม จับมือพันธมิตรโมเดิร์นเทรด-ฟู้ดเชน-ฟู้ดเซอร์วิส เพิ่มสัดส่วน “อาหารพร้อมทาน-พร้อมปรุง” เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

นายวสิษฐ แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ เครือเบทาโกร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้บริษัทเริ่มขยายตลาดเนื้อหมูแบรนด์ “เบทาโกร” ไปฮ่องกงเพิ่มขึ้น โดยเริ่มคุยร่วมกับพันธมิตรในฮ่องกง เพื่อลงทุนตั้งโรงงานตัดแต่งหมูแช่เย็นแช่แข็งและนำไปจัดจำหน่ายในห้างค้าปลีกระดับพรีเมี่ยม เช่น ปาร์กแอนด์ช็อป การเจรจาร่วมลงทุนครั้งนี้จะให้ผลดีกว่าการใช้ระบบขนส่งทางอากาศ ซึ่งมีต้นทุนสูงและยังมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ด้วย

“การเปิดตลาดหมูเบทาโกรจะทำให้รายได้ส่วนของหมูดีขึ้น เพราะจะเรียกว่าเป็นตลาดเฉพาะ (niche market) อยู่ แม้แต่เราเชื่อว่าตลาดฮ่องกงมีศักยภาพ มีสัดส่วนไม่ถึง 1% แต่เป็น 1% ที่ดีมาก แต่ก็ปล่อยมันโตเหมือนกับ S-Pure ซึ่งได้ทำตลาดไปก่อนหน้านี้มาเป็น 10 ปีแล้วก็ปล่อยมันโตขึ้นไปเรื่อย ๆ ถือว่าดี แต่ในส่วนของเบทาโกรอาจจะโตเยอะ”

ส่วนโอกาสจะเชื่อมต่อจากฮ่องกงไปจีนยังต้องพิจารณาจากหลายปัจจัย เพราะแม้ว่าตลาดจีนจะเป็นตลาดที่มีศักยภาพ แต่การส่งผ่านฮ่องกงซึ่งถือเป็นเกตเวย์ของหมูทั่วโลก ทั้งจากสหภาพยุโรป สหรัฐ แคนาดา ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ ยังถือว่าเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน

นอกจากนี้ จะมีการขยายแบรนด์ S-Pure ไปยังตลาดไม่ใช่สินค้าฮาลาล (nonHalal) ของประเทศตะวันออกกลาง เพราะแม้ว่าจะเป็นประเทศที่เป็นอิสลามแต่ในประเทศนี้มีคนทำงานต่างชาติ เช่น กลุ่มข้าราชการ นักการทูต คนทำงาน พนังงานบริษัทต่างชาติเข้าไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งในซูเปอร์มาร์เก็ตนี้จะมีการจัดห้องเฉพาะเพื่อจำหน่ายสินค้าที่ไม่ใช่สินค้าฮาลาล (nonHalal) เช่น ไส้กรอก หมูแฮม ซาลามี เป็นต้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีกำลังการเชือดหมู 6,000 ตัวต่อวัน โดยส่วนใหญ่จะนำมาจำหน่ายตลาดในประเทศ และมีการส่งออกแต่สัดส่วนไม่มาก ซึ่งหากเทียบกับการส่งออกรวมของประเทศประมาณ 20,000 ตัน เป็นหมูของเบทาโกรสัดส่วน 60% ของยอดการส่งออกหมูทั้งหมด

โดยตลาดส่งออกหลัก คือ ฮ่องกง มีทั้งหมูสดและผลิตภัณฑ์ปรุงสุก นอกจากนี้ มีตลาดญี่ปุ่นซึ่งส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์หมูปรุงสุก และไส้กรอก สิงคโปร์เป็นตลาดส่งออกผลิตภัณฑ์หมูปรุงสุก

นางประถิมา อุเทนพิทักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักการตลาด กลุ่มธุรกิจอาหาร เครือเบทาโกร เปิดเผยว่า ขณะนี้เบทาโกรเร่งขยายตลาดผลิตภัณฑ์หมู ไก่ ไข่ S-Pure ซึ่งเป็นแบรนด์ซูเปอร์พรีเมี่ยมที่ไม่ใช้สารปฏิชีวนะในการเลี้ยง จนได้รับการรับรองจาก NSF เพื่อเจาะกลุ่มตลาดอาหารสดพรีเมี่ยม

โดยวางกลยุทธ์มุ่งพัฒนาแบรนด์และเข้าไปให้ความรู้กับผู้บริโภคเพื่อให้เกิดการยอมรับ พร้อมทั้งขยายช่องทางจำหน่ายจากเดิมที่มุ่งเน้นไปยังห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีกชั้นนำ ก็ได้ร่วมกับพันธมิตรในการขยายช่องทางการตลาดไปยังกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการอาหาร และร้านอาหารประเภทฟู้ดเชน เช่น ร้านอาหาร โรงแรม แคเทอริ่ง โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานออกกำลังกาย โดยมีเป้าหมายว่าจะเพิ่มยอดขายสินค้ากลุ่มนี้อีก 50% ในปีหน้า จากปกติกลุ่มนี้จะขยายตัวเฉลี่ย 30%

ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้ในส่วนเอส-เพียวคิดเป็นสัดส่วน 10-15% จากภาพรวมรายได้กลุ่มอาหารของเบทาโกร ซึ่งในอนาคตมุ่งเป้าจะเพิ่มเป็น 30% ให้ได้ โดยบริษัทมีแผนจะขยายสัดส่วนตลาดสำหรับสินค้าอาหารแปรรูป อาหารพร้อมปรุง และอาหารพร้อมรับประทาน โดยการส่งวัตถุดิบคุณภาพดีให้กับพันธมิตรซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหาร การพัฒนาแพ็กเกจจิ้ง S-Pure smart pack เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาช่องทางการตลาดเดิม โดยมีแผนจะเพิ่มจำนวนร้านเบทาโกร จากปัจจุบันที่มี 180 ให้เป็น 200 สาขาในอีก 3-4 ปีข้างหน้า

สำหรับมูลค่าตลาดสินค้าอาหารสดพรีเมี่ยมปัจจุบันสูงถึง 3,000 ล้านบาท ซึ่งทางเบทาโกรมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ 30% หรือประมาณ 900 ล้านบาท ถือเป็นผู้นำในตลาดพรีเมี่ยม โดยแบ่งเป็นไก่ 80-90% ไข่ 50-60% และหมู 20%

นอกจากนี้บริษัทยังขยายช่องทางการขายส่ง และขายปลีกในประเทศ บาห์เรน กาตาร์ สเปน และโรมาเนีย

นางประถิมากล่าวเพิ่มเติมว่า การแข่งขันในธุรกิจอาหารพรีเมี่ยมมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น มีผู้เล่นหลายรายเข้ามาในตลาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทางเบทาโกรจึงเน้นการพัฒนาแบรนด์สร้างการรับรู้ ควบคู่กับการให้ความรู้ผู้บริโภค และการกระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภค ส่วนช่องทางการขายมีทั้งรีเทลและคอนไซเมนต์ ซึ่งในส่วนนี้เรามุ่งเน้นที่จะเลือกวัตถุดิบที่เหมาะสมให้กับลูกค้านำในไปใช้ผลิตอาหาร โดยดูว่าลูกค้ามีความต้องการอย่างไร

สำหรับปัจจัยเสี่ยงจากทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนและค่าขนส่งนั้น ยอมรับว่าจะต้องมีการบริหารจัดการ เพราะธุรกิจอาหารสดมีสัดส่วนมาร์จิ้นไม่มาก จำเป็นต้องบริหารจัดการการขนส่ง และการกระจายสินค้าในประเทศซึ่งมีร้านเบทาโกร เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์

ทั้งนี้ ปัจจุบันเบทาโกรยังคงเดินหน้าตามแผนปี 2553-2563 เพื่อผลักดันยอดขายให้ได้ 100,000 ล้านบาท โดยคาดว่าในปี 2561 จะมีรายได้ราว 90,000 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนเป็นธุรกิจอาหาร 70% และอุตสาหกรรมเกษตรอีก 30%

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม
และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

ติดตามอ่านข่าวสารจากประชาชาติออนไลน์ ทันสมัย-ทันใจ
ดาวน์โหลดผ่านแอปพลิเคชั่น >> Prachachat << ได้แล้ววันนี้
ทั้งระบบ ios และ android

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”