Skip to content

“สิงห์โตทอง” รุกเข้าสู่ยุค 4.0 ผุดธุรกิจศูนย์ซื้อขายเกษตรครบวงจร-

17 ส.ค. 2560 | 07:00น.
“สิงห์โตทอง” รุกเข้าสู่ยุค 4.0 ผุดธุรกิจศูนย์ซื้อขายเกษตรครบวงจร-

อาคารสิงห์โตทองเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม บริษัทได้เปิดอาคารสิงห์โตทอง กรุ๊ป ศูนย์ซื้อขายสินค้าเกษตรครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นที่ จ.กำแพงเพชร ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกับธุรกิจในกลุ่มสิงห์โตทอง บนพื้นที่ 500 ไร่

สิงห์โตทอง กรุ๊ป อัดงบฯ 200 ล้านบาท ผุดศูนย์ซื้อขายสินค้าเกษตรครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ต่อยอดธุรกิจโรงสี-ส่งออกข้าว หลังพ้นวิกฤตคดีข้าวถุง “ศาล” สั่งให้ อคส.คืนหลักทรัพย์ค้ำประกัน 379 ล้านบาทให้ ผ่านมา 1 เดือนไม่คืบยื่นฟ้องมาตรา 157 รักษาการ ผอ.อคส. อีกรอบ

มนต์ชัย รุ่งชาญชัย

นายมนต์ชัย รุ่งชาญชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือสิงห์โตทอง กรุ๊ป เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม บริษัทได้เปิดอาคารสิงห์โตทอง กรุ๊ป ศูนย์ซื้อขายสินค้าเกษตรครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทยขึ้นที่ จ.กำแพงเพชร มูลค่า 200 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายเป็นศูนย์รวมในการซื้อขายสินค้าเกษตรครบวงจร ทั้งข้าว และอาจจะมีสินค้าเกษตรอื่น ๆ เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด ทั้งนี้ คาดว่าภายใน 3 ปี ศูนย์แห่งนี้จะให้บริการได้ครบวงจรในรูปแบบใหม่ที่จะเข้าสู่ยุค 4.0 โดยเปิดโอกาสให้ผู้ซื้อและผู้ขายพบปะกันโดยตรง เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าโอท็อปของจังหวัดกำแพงเพชรและจังหวัดใกล้เคียง

“ศูนย์แห่งนี้ถือเป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมที่สิงห์โตทองมีทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ครบวงจร และจะใช้เป็นศูนย์การเรียนรู้ทางการเกษตรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งมีพื้นที่สาธิตการปลูกข้าวอินทรีย์กว่า 100 ไร่ การเชื่อมโยงตลาดข้าว GAP และข้าวอินทรีย์ตามนโยบายภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมเรื่องนี้ และยังเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตและผู้บริโภคอย่างยั่งยืนด้วย”

สำหรับพื้นที่ภายในศูนย์แห่งนี้ แบ่งการก่อสร้างเป็นอาคาร 3 ชั้น พื้นที่ 3,600 ตารางเมตร อยู่ในบริเวณเดียวกับโรงสีและโรงงานปรับปรุงข้าว พร้อมกันนี้ จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ บูรณาการกับหน่วยงานในจังหวัด ให้มาตั้งศูนย์ให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) และจัดทำ Multiapplication Service เพื่อให้บริการเชื่อมต่อข้อมูลการสื่อสารทางการค้าฯ สถาบันการเงิน ข้อมูลของรัฐ เพื่อรองรับการซื้อขาย รวมถึงศูนย์การเรียนรู้ คลังจัดเก็บสินค้า การจัดสรรพื้นที่ภายในอาคารเป็นสำนักงานให้กับผู้ประกอบการ สามารถพบกับผู้ซื้อได้โดยตรง รวมไปถึงมีที่พักอาศัย ศูนย์อาหาร และสาธารณูปโภคอย่างครบครันด้วย หากดำเนินการครบ 100% จะช่วยให้เกิดรายได้จากค่าเช่าพื้นที่ ค่าใช้จ่ายในการเป็นโบรกเกอร์ ค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงข้าวสารสำหรับผู้ที่มาเช่าพื้นที่ และค่าใช้จ่ายในการให้เช่าฝากคลังสินค้าและค่าขนส่ง

นายมนต์ชัยกล่าวต่อไปว่า สำหรับทิศทางการส่งออกและโรงสีข้าวมีแนวโน้มขยายตัวได้ดี โดยขณะนี้สัดส่วนรายได้หลักของบริษัทกว่าร้อยละ 50 มาจากธุรกิจโรงสีและธุรกิจจำหน่ายข้าวสารภายในประเทศ ส่วนที่เหลืออีก 50% มาจากธุรกิจส่งออก

อนึ่ง บริษัทสิงห์โตทอง ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2544 โดยใช้ชื่อบริษัท โรงสีสิงห์โตทองไร้ซ์ จำกัด ดำเนินธุรกิจโรงสีข้าว ประเภทข้าวนึ่ง กำลังการผลิต 800 ตันต่อวัน ขณะนี้มีบริษัทในเครือ 5 บริษัท ได้แก่ 1) บริษัท สิงห์โตทองไรซ์คอร์ปอเรชั่น จำกัด ก่อตั้งปี 2547 ดำเนินธุรกิจโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวสาร และผลิตข้าวสารบรรจุถุง ภายใต้แบรนด์ข้าวสิงห์โตทอง “หอมนุ่ม คุ้มราคา” โดยมีกำลังการผลิต 1,000 ตันต่อวัน จำหน่ายทั้งภายในและส่งออกไปยังต่างประเทศ 2) บริษัท สิงห์โตทองอาร์ซีซีไรซ์ จำกัด ก่อตั้งปี 2548 ดำเนินธุรกิจโรงสีข้าวประเภทข้าวขาว กำลังการผลิต 1,200 ตันต่อวัน 3) บริษัท สิงห์โตทองไบโอเทค จำกัด ก่อตั้งปี 2550 ดำเนินธุรกิจขนส่งสินค้า 4) บริษัท สิงห์โตทองไซโล จำกัด ก่อตั้งปี 2554 ดำเนินธุรกิจไซโลเก็บพืชผลทางการเกษตร รักษาคุณภาพด้วยระบบควบคุมอุณหภูมิ

นอกจากนี้ยังมี 5) บริษัท สิงห์โตทองไรซ์อินเตอร์เทรด จำกัด และ 6) บริษัท สิงห์โตทองแวร์เฮ้าส์ จำกัด ทำธุรกิจโรงสีข้าวและคลังเก็บสินค้า กำลังการผลิต 2,000 ตันต่อวัน และพื้นที่คลังจัดเก็บสินค้า 200,000 ตารางเมตร สามารถเก็บสินค้าเกษตรได้ 1 ล้านตัน พร้อมทั้งมีแหล่งน้ำกว่า 150 ไร่ สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค

 

โล่งพ้น “คดีข้าวถุง”

ในปีที่ผ่านมาสิงห์โตทองฯ ดำเนินการเคลียร์คดีค้างจากโครงการรับจ้างผลิตข้าวถุงให้กับองค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่ถูกยกเลิกไป ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ธุรกิจส่งออกข้าวของบริษัทชะลอตัว แต่ขณะนี้คดีข้าวถุงสิ้นสุดแล้ว โดยอยู่ระหว่างการขอคืนหลักทรัพย์ค้ำประกัน 379 ล้านบาท รวมทั้งค่าธรรมเนียมธนาคารอีก 10 ล้านบาท

จนเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2560 บริษัทได้ยื่นฟ้องแพ่ง ตามคดีดำหมายเลขที่ พ.865/2560 เรียกคืนค้ำประกันและค่าเสียหายจาก 1) อคส. 2) ผอ.อคส. 3) รอง ผอ.อคส. (นางสาวอมราภรณ์ สันติวงศ์) ซึ่งศาลได้นัดไกล่เกลี่ย เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน โดยมีเจ้าหน้าที่ อคส. ซึ่งเป็น ผอ.กองนิติการ ได้แถลงต่อศาล ระบุว่า โจทก์ (บริษัทสิงห์โตทอง) ไม่ได้ทำผิดสัญญาทั้ง17 ข้อ และ อคส.ได้ขอเวลา 1 เดือนจะคืนค้ำประกันทั้งหมดให้สิงห์โตทอง (8 ก.ค. 2560) แต่เมื่อครบกำหนด 1 เดือนแล้ว ทางรักษาการ ผอ.อคส.ยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบความถูกต้องในการดำเนินการเพื่อที่จะคืนหลักทรัพย์ค้ำประกันดังกล่าว”

ล่าสุด ทางบริษัทจึงยื่นคำร้องอีกรอบต่อศาลอาญาทุจริตตามเลขคดีดำที่ 372/2560 รอง ผอ.อคส.รักษาการ ผอ.อคส. นางสาวอมราภรณ์ สันติวงศ์ ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งโดยมิชอบตามมาตรา 157 ซึ่งศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา และมีนัดไกล่เกลี่ย ในวันที่ 18 กันยายนนี้

นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นเจ้าของคลังกลางที่รับฝากเก็บข้าวสารจากโครงการรับจำนำปี 2556/2557 โดยมีคลัง 2 หลัง รับฝากข้าว 5% ประมาณ 800,000 กระสอบหรือ 80,000 ตัน บริษัททำเรื่องขอซื้อข้าวในคลังคืนกิโลกรัมละ 10 บาท แต่ทางกรมการค้าต่างประเทศไม่ขายให้ แต่ภายหลังบริษัทวี ซี เอฟ ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์ประมูลชนะไปในราคา กก.ละ 5.07 บาทเช่นเดียวกับคลังวรโชติจังหวัดอ่างทอง

“บริษัทสิงห์โตทองได้เคยทำหนังสือขอซื้อก็ไม่ขายให้ และเมื่อนำมาประมูลได้ราคาต่ำ ทางบริษัทก็ได้ทำหนังสือคัดค้าน ขอให้ยุติการประมูล รวม 3 ฉบับ แต่ไม่เป็นผล หลังจากนี้ก็คงต่อสู้ดำเนินคดีต่อไป”