เบรกประมูลโรงไฟฟ้า 20 ปี “พลังงาน” รื้อใหญ่แผน PDP-

กกพ.คาดการณ์อีก 20 ปีไม่มีเปิดประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เหตุเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าแผน PDP “กัลฟ์” ทยอยส่งไฟเข้าระบบ ทำกำลังผลิตในประเทศล้น ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่ม 40% ส่งผลทั้ง “EGCO-RATCH” หนีลงทุนต่างประเทศ

การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ได้ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลงตามไปด้วย โดยสะท้อนจากปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศที่สูงถึงร้อยละ 30 ในบางช่วง จากปริมาณสำรองที่ควรจะอยู่ที่ร้อยละ 15 นอกจากนี้รัฐบาลยังมีการส่งเสริมให้มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนโดยเฉพาะยิ่งจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน (โซลาร์รูฟท็อป) ยิ่งทำให้การใช้ไฟฟ้าจากระบบหลักลดลงไปอีก ส่งผลให้กระทรวงพลังงานอาจจะต้องปรับลดกำลังผลิตไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในอนาคตภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศ (Power Development Plan หรือ PDP)

6 เหตุผลไม่มีโรงไฟฟ้าใหม่

นายวีระพล จิรประดิษฐกุล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” หากพิจารณาบนพื้นฐานของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของประเทศ (PDP) ฉบับปัจจุบันมีความเป็นไปได้ว่า ในช่วง 20 ปีต่อจากนี้อาจจะ “ไม่มีความจำเป็น” ที่รัฐบาลจะต้องเปิดประมูลโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (Independent Power Producer หรือ PDP) เนื่องจาก 1)ตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจ(GDP) ในปีนี้คาดว่าจะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย(ขยายตัวร้อยละ 3) จากปกติในการตั้งสมมุติฐานตัวเลขการใช้ไฟฟ้าจะสูงกว่าตัวเลข GDP ร้อยละ 1 เสมอ หรือเท่ากับขณะนี้ปริมาณไฟฟ้ารวมถึง ปริมาณไฟฟ้าสำรอง(Reseve Margin)ในระบบค่อนข้างสูงมาก

2)ความต้องการใช้ไฟฟ้าในประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง 3)ในช่วง 10 ปีแรกของแผน PDP ฉบับปัจจุบันจะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ของ ผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่ (IPP) คือ บริษัทกัลฟ์ เอ็นเนอร์จี้ ดีเวลอปเม้นท์ ที่จะทยอยเข้าระบบรวม 5,000 เมกะวัตต์ (MW) ขณะที่ช่วง 10 ปีหลังของแผน PDP ก็จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่อีกส่วนหนึ่งเข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าเก่าของ กฟผ.ที่ทยอยหมดอายุ 4)กระทรวงพลังงานมีแผนที่จะปรับ แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก หรือ AEDP (Alternative Energy Development Plan) โดยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ร้อยละ 25 ให้เพิ่มเป็นร้อยละ 40 (จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิตเข้าระบบแล้วประมาณร้อยละ 58)

5)การเตรียมเปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป โดยขณะนี้เริ่มมีการติดตั้งโซลาร์รูฟมากขึ้นแม้ว่า จะยังไม่เปิดเสรีอย่างเป็นทางการก็ตาม ส่งผลให้ภาพรวมการใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวันของระบบหลักลดลง รวมถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ได้เปลี่ยนมาเกิดขึ้นในช่วงเวลากลางคืนแทน เนื่องจากการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ไม่สามารถผลิตได้ในช่วงเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังมีการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนอกระบบที่ยังไม่มีการรายงานอีกเป็นจำนวนมาก และ 6 )โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อใช้ในกระบวนการผลิตเอง

“จากปัจจัยเหล่านี้ก็คาดการณ์ได้ว่า ในช่วง 20 ปีต่อจากนี้ยังไม่มีความจำเป็นในการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่แน่นอน แม้กระทั่งในส่วนกำลังผลิตใหม่ที่ กฟผ.ต้องรับผิดชอบก็ยังต้องปรับเลื่อนการเข้าระบบออกไปอีก ดังนั้นการปรับแผน PDP ที่กระทรวงพลังงานจะต้องดำเนินการในเร็ว ๆ นี้ถือว่า จะเป็นการปรับใหญ่ครั้งสำคัญเพราะปัจจัยที่เข้ามากระทบมีความซับซ้อนและแตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมา เราต้องรื้อใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่ ค่าพยากรณ์ ไปจนถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งไปกว่านั้นยังต้องศึกษาในส่วนของไฟฟ้า Peak ใหม่ด้วย ในส่วนนี้ยังไม่รวมการเพิ่มของรถไฟฟ้าและความต้องการใช้ไฟในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC อีก” นายวีระพลกล่าว

EGCO ขอกำลังผลิตถ่านหิน

ในขณะที่นายชนินทร์ เชาวน์นิรัติศัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO มีความเห็นสอดคล้องกับ กกพ.ว่า แนวโน้มในช่วง 20 ปีต่อจากนี้อาจจะไม่มีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าใหม่ ดังนั้น EGCO จะต้องปรับตัวด้วยการขยายธุรกิจไฟฟ้าไปต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ได้เข้าไปลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าขาดใหญ่และขนาดเล็กรวมแล้วกว่า 10 ประเทศ”

ทั้งนี้ในส่วนของกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ตามแผน PDP ฉบับปัจจุบันจะเห็นว่า กำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ส่วนที่เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ กับโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จังหวัดสงขลา กำลังผลิต 2,800 MW ที่ยังไม่สามารถผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้นั้น ภาครัฐควรนำกำลังผลิตไฟฟ้าส่วนดังกล่าว “มาเปิดประมูล” เพื่อให้เอกชนเข้ามาแข่งขันด้านราคา จะเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมในแง่ของอัตราค่าไฟฟ้าที่ถูกลง ซึ่งเมื่อย้อนดูในอดีตจะเห็นว่า เอกชนสามารถพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินเองได้ ยกตัวอย่าง โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทบีแอลซีพี เพาเวอร์ ที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาถึง 10 ปี

RATCH หวัง ศก.ขยายตัวต่อ

ด้านนายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH กล่าวว่า แม้ภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ขยายตัวในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าลดลง แต่หากรัฐบาลพิจารณาในแง่ของความมั่นคงในระบบไฟฟ้าในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้กรณีเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้น “เราอาจจะเตรียมความพร้อมไม่ทัน” เพราะในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ 1 โรง (กรณีใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง) ต้องใช้เวลาพัฒนา 4-5 ปี นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่มากขึ้น แต่กำลังผลิตจากส่วนนี้ไม่มีความเสถียร ดังนั้นภาครัฐยังมีความ “จำเป็น” ที่จะต้องมีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) เตรียมไว้เป็นสำรองด้วย

แต่หากรัฐบาลตัดสินใจไม่เปิดประมูลโรงไฟฟ้า IPP ใหม่ในช่วง 20 ปีต่อจากนี้ RATCH ก็ต้องปรับตัวด้วยการขยายธุรกิจออกไปต่างประเทศมากขึ้น จากเดิมที่มีการลงทุนใน สปป.ลาว, ออสเตรเลีย, จีน และอินโดนีเซีย คิดเป็นร้อยละ 29.64 ของกำลังผลิตไฟฟ้าของบริษัท “เราได้วางเป้าหมายขยายกำลังผลิตไฟฟ้าในต่างประเทศเพิ่มเป็นร้อยละ 40 โดยขณะนี้ได้ส่งทีมลงไปศึกษาในประเทศญี่ปุ่น และอินเดีย” นายกิจจากล่าว


ทั้งนี้ตามแผน PDP ฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ในช่วงปี 2558-2579 รวม 57,459 MW จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 37,612 MW ซึ่งเมื่อแยกตามผู้ผลิตไฟฟ้ากำลังผลิตใหม่ในส่วนของ กฟผ.อยู่ที่ 15,482 MW หรือคิดเป็นร้อยละ 41, ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน (IPP) 13,167 MW หรือคิดเป็นร้อยละ 35, ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) 4,536 MW หรือคิดเป็นร้อยละ 12, ผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กมาก (VSPP) 2,029 MW หรือคิดเป็นร้อยละ 5.4 และการรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศอีก 2,404 MW หรือคิดเป็นร้อยละ 6.4