เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

“เดสติเนชั่น สยาม” ขยับ ปักธง “ผู้นำการขาย” ตลาดอินเดีย-

17 ธ.ค. 2561 | 07:00น.

 

สัมภาษณ์

เริ่มต้นทำธุรกิจนำเที่ยวตลาดอินเดียมากว่า 10 ปี สำหรับ “เดสติเนชั่น สยาม” โดยเริ่มต้นจากธุรกิจจำหน่ายตั๋วเครื่องบิน กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นบริษัทที่โฟกัสตลาดท่องเที่ยว “อินเดีย” ที่ครบวงจรที่สุด ทั้งให้บริการนำเที่ยว (leisure) จัดประชุมสัมมนา (MICE) จัดงานแต่งงาน (destination wedding) และล่าสุดคือธุรกิจถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา มิวสิกวิดีโอ และภาพยนตร์อินเดียในประเทศไทย (filming)

“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “ปรีชา จำปี” หรือ Vicky ผู้จัดการทั่วไปห้างหุ้นส่วนจำกัด เดสติเนชั่น สยาม ถึงภาพรวมของตลาดอินเดีย รวมถึงแนวทางการทำการตลาดเพื่อดึงนักท่องเที่ยวอินเดียจากทั่วโลกเข้ามาท่องเที่ยวไทยไว้ ดังนี้

อินเดียตลาดใหญ่-กระจายทั่วโลก

“ปรีชา” บอกว่า อินเดียถือเป็นตลาดที่ใหญ่มหาศาลมาก ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และมี GDP มากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากจีน ยุโรป และอเมริกา เป็นประเทศที่มีมหาเศรษฐีมากเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากอเมริกา จีน และเยอรมนี คาดว่ามหาเศรษฐีจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 35% ในปี 2020 หรือประมาณ 4 แสนคน

แต่ปัจจุบันนักท่องเที่ยวตลาดอินเดียที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศยังมีสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่มีอยู่กว่า 1,300 คน และยังมีคนอินเดียกระจายอยู่ในทุก ๆ ที่ทั่วโลกอีกจำนวนหนึ่ง

ทั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าในปี 2561 นี้ประเทศไทยจะมีนักท่องเที่ยวตลาดอินเดียเดินทางเข้ามาราว 1.6 ล้านคน สร้างรายได้รวม 6 หมื่นล้านบาท

“ปรีชา” บอกว่า ที่ผ่านมาตลาดอินเดียเป็นตลาดที่ยังถูกมองว่าเป็น “พระรอง” มาตลอด ถ้าเทียบกับตลาดจีนที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่ 10 ล้านคน ขณะที่อินเดียมาประมาณ 1.6 ล้านคนเท่านั้น ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดอินเดียยังมาเที่ยวน้อยมากนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหลายภาคส่วนยังมองตลาดอินเดียแค่ประเทศ “อินเดีย” ทั้ง ๆ ที่คนรวยอินเดียนั้นกระจายอยู่ในทุก ๆ ประเทศทั่วโลก

เอเย่นต์เน้นขาย “ราคาถูก”

ที่สำคัญเอเย่นต์ทัวร์ที่ขายตลาดอินเดียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะเอเย่นต์ทัวร์ที่ขายตลาดอินเดียในต่างประเทศยังนิยมขายเดสติเนชั่นเดิม ๆ คือ กรุงเทพฯ พัทยา และภูเก็ต เท่านั้น แม้ว่าทาง ททท.จะพยายามโปรโมตเดสติเนชั่นใหม่ ๆ เพิ่มเติมก็ตาม

เรียกว่า 10 ปีก่อนขายอย่างไร วันนี้ก็ยังขายแบบนั้นอยู่ เพราะเป็นเดสติเนชั่นที่ขายได้อยู่แล้ว เอเย่นต์ก็ไม่เสี่ยงที่จะขายเดสติเนชั่นใหม่

และที่น่าเป็นห่วง คือ โปรแกรมการขายแพ็กเกจทัวร์ของเอเย่นต์ทัวร์เหล่านั้นจะเน้น “ราคาถูก” แล้วมาหารายได้เพิ่มจากการขาย “ออปชั่นทัวร์” (รูปแบบเดียวกับทัวร์ศูนย์เหรียญของตลาดจีน) ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยกลายเป็น “cheap destination” เหมาะสำหรับคนทั่วไปมากกว่ากลุ่ม “คุณภาพ” ดังนั้น จึงเห็นว่าคนอินเดียที่มาเที่ยวเมืองไทยจะเป็นคนละกลุ่มกับคนอินเดียที่ไปเที่ยวดูไบ หรือไปเที่ยวสิงคโปร์

“ตอนนี้ทุกประเทศพุ่งเป้าการขายไปที่ตลาดอินเดีย เอเย่นต์ทัวร์ฝั่งโน้นจึงไม่มีความจำเป็นจะต้องมาขายเมืองใหม่ ๆ ของไทย เพราะคนอินเดียไม่รู้จัก เขาเลยมองว่ามันเป็นความเสี่ยง ทำให้การท่องเที่ยวของไทยไม่มีอะไรใหม่สำหรับตลาดอินเดีย ซึ่งปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้น คือ สถานที่ท่องเที่ยวเท่าเดิมแต่จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดความแออัด ซึ่งก็จะทำให้นักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพไม่อยากมา”

ขยับสู่ “ผู้นำการขาย”

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ “ปรีชา” บอกว่า ตัวเองในฐานะบริษัทคนไทย 100% แม้ว่าจะเป็นคนเชื้อสายอินเดีย (เจน 3) แต่เกิดในเมืองไทย ถือบัตรประชาชนไทย ได้พยายามทำการตลาดด้วยการโฟกัสไปยังนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ พร้อมทั้งผลักดันและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในตลาดอินเดียมาตลอดในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

โดยเน้นทำการตลาดเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะในธุรกิจจัดประชุมสัมมนา (MICE) จัดงานแต่งงาน ซึ่งเป็นตลาดที่มีอัตราการใช้จ่ายต่อหัวสูง ขณะที่ตลาดบริการนำเที่ยวทั่วไปก็เน้นกลุ่มไฮเอนด์เช่นกันรวมถึงตลาดถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา มิวสิกวิดีโอ และภาพยนตร์อินเดียในประเทศไทย ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีมูลค่ามหาศาลมากสำหรับตลาดอินเดีย

“ตอนนี้เราเป็นบริษัทเดียวที่ทำตลาดอินเดียที่ให้บริการครบวงจรที่สุด ส่วนใหญ่คนที่ทำบริษัทนำเที่ยวก็จะทำแค่ทัวร์ บริษัทที่ให้บริการด้านฟิล์มมิ่งก็จะทำเฉพาะฟิล์มมิ่ง หรือบริษัทที่ทำตลาดไมซ์ก็จะเน้นไมซ์ แต่ที่เราให้บริการครบวงจรเพราะต้องการเป็นผู้นำด้านการขายในตลาดคุณภาพ”

“ปรีชา”บอกว่า ที่ผ่านมา ททท.โปรโมตตลาดอินเดียเยอะมาก แต่ปัญหาคือตลาดนี้ยังไม่มีผู้นำด้านการขาย เพราะคนขายยังเน้นโปรดักต์ที่ขายง่าย ขายคล่อง ไม่ไปตามที่ ททท.วางแผนไว้ พอเป็นแบบนี้ประเทศไทยก็จะได้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นแต่คุณภาพไม่มี นี่คือประเด็นที่ต้องเร่งแก้ไข

ชู “ฟิล์มมิ่ง” อัพภาพลักษณ์ไทย

“ปรีชา” ยังบอกอีกว่า สำหรับ “เดสติเนชั่น สยาม” นั้นไม่เพียงแต่จะโฟกัสเจาะนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพเท่านั้น ยังให้ความสำคัญกับการยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศไทยด้วย โดยสื่อสารผ่านงานในกลุ่ม “filming” หรืองานถ่ายทำภาพยนตร์โฆษณา มิวสิกวิดีโอ และภาพยนตร์อินเดียในประเทศไทย ซึ่งจะสอดแทรกคอนเทนต์ภาพแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ของประเทศไทยเข้าไปด้วย

“ที่ผ่านมาสื่อโซเชียลมีเดียในอินเดียนำเสนอประเทศไทยในภาพลักษณ์ที่เป็นลบเยอะมาก ตอนนี้ผมมีโปรเจ็กต์ถ่ายทำภาพยนตร์อินเดียในประเทศไทย แต่ยังอยู่ระหว่างการเจรจา งานนี้ผมตั้งใจว่าจะสร้างอีกภาพลักษณ์หนึ่งของประเทศไทยที่จะพยายามทำให้ดีขึ้น รวมถึงโปรโมตเดสติเนชั่นท่องเที่ยวใหม่ ๆ ด้วย”

พร้อมย้ำว่า นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ “เดสติเนชั่น สยาม” อยากทำ และพยายามทำอยู่ในขณะนี้

ปั้น Make Thai Trip ขายทั่วโลก

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่น ภายใต้ชื่อ “Make Thai Trip” สำหรับเป็นช่องทางการขายสินค้าการท่องเที่ยวของไทยไปยังตลาดทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดอินเดียในประเทศอินเดีย และอินเดียที่อยู่ทั่วโลกตลาดในมิดเดิลอีสต์ และจะเป็นเว็บไซต์ที่ขายประเทศไทยมากที่สุดในโลกสำหรับตลาดนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณกลางปีหน้า

โดย Make Thai Trip จะให้บริการที่หลากหลายมาก อาทิ จองตั๋วรถ ร้านอาหาร โรงแรม แพ็กเกจท่องเที่ยว ฯลฯ โดยหลังจากนี้จะใช้โซเชียลมีเดียและดาราอินเดียมาช่วยทำการขายเพื่อให้คนอินเดียทั่วโลกรู้จัก

พร้อมทั้งมองว่าถ้าเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นตัวนี้จะช่วยทำให้ “เดสติเนชั่น สยาม” ก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการขายได้ และเข้าถึงคนอินเดียได้ มั่นใจว่า “ประเทศไทย” จะขายได้ทุกฤดูแน่นอน ที่สำคัญนักท่องเที่ยวอินเดียจะเริ่มกระจายไปเที่ยวในเดสติเนชั่นใหม่ ๆ เพิ่มมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้แน่นอน…

 

รับข่าวสาร ผ่านแฟนเพจเฟซบุ๊ก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ อย่าลืมกดติดตาม และกดปุ่ม See first (เห็นโพสต์ก่อน)
www.facebook.com/PrachachatOnline
ทวิตเตอร์ @prachachat

อ่านประชาชาติธุรกิจ ทั้งฉบับผ่าน e-Newspaper
ได้ที่แอปพลิเคชั่น Ookbee เลือก “ประชาชาติ”

ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือสแกน QR Code