ขึ้นหิ้ง ?-
คอลัมน์ รู้จักอาเซียน
โดย มัธธาณะ รอดยิ้ม
การเรียนรู้เกี่ยวกับอาเซียนทั้งองคาพยพเป็นเรื่องที่ซับซ้อน ซึ่งสถาบันทั้งภาครัฐและเอกชนไม่สามารถที่จะทำได้เองตามลำพัง โดยภาครัฐผ่านหน่วยการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยได้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายพันธมิตรมหาวิทยาลัยเพื่อการวิจัย (Research University Network: RUN) คลัสเตอร์อาเซียน
มีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นตัวตั้งตัวตี และเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน โดยมีมหาวิทยาลัยเครือข่าย 8 แห่งที่เข้าร่วมตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยนเรศวร
การร่วมมือเป็นดั่งกับการสร้างเครือข่ายการวิจัยในหลาย ๆ ด้านเพื่อสร้างความเข้าใจกับอาเซียนให้กว้างมากขึ้น
และเดือนสิงหาคมที่ผ่านมามีจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการขึ้นภายใต้ชื่อเรื่อง “การทบทวนวรรณกรรมและผลิตข้อเสนอโครงการวิจัยในประเด็นการเคลื่อนย้ายประชากรในอาเซียน:ผลกระทบและนัยต่อสังคมพหุวัฒนธรรม การคุ้มครองทางสังคม และระบบสุขภาพ” โดยมีกลุ่มวิจัยย่อยที่ 2 หรือคลัสเตอร์ 2 ซึ่งประกอบด้วยมหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียเป็นเจ้าภาพจัดที่อาคารศูนย์การเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล
แน่นอนว่าประเด็นส่วนใหญ่ที่พูดในงานต้องเกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของประชากรในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นการอพยพ ลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ หรือกระทั่งเรื่องการใช้แรงงานข้ามชาติ
หลายฝ่ายอาจจะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ความจริงแล้วหลังจากการเปิดประชาคมอาเซียน ได้เปิดช่องให้สาขาอาชีพบางสายสามารถเดินทางไปทำงานในประเทศอาเซียนโดยไม่ต้องขอวีซ่าเพื่อการทำงาน
หากมองในแง่ผู้ประกอบการก็มีความสำคัญไม่แพ้กันในเรื่องการเคลื่อนย้ายของผู้คน อย่างความสำคัญในเรื่องการหาตลาด หรือเรื่องแรงงาน ดังนั้นหลายฝ่ายควรจะให้ความสำคัญกับสถาบันวิจัยทางสังคม วัฒนธรรมมากกว่านี้
อย่างในหลายประเทศที่มักจะใช้บริการของบริษัทที่ปรึกษาด้านการลงทุน ควบคู่ไปกับผลงานวิจัยที่ทำมาจากมหาวิทยาลัย เพื่อเจาะตลาดที่มีความซับซ้อนทางสังคม วัฒนธรรม หรือกระทั่งภาษา
ดร.มรกต ไมยเออร์ บอกว่า ทางสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชียมหาวิทยาลัยมหิดล ยินดีที่จะให้นักลงทุนเข้ามาดูงานวิจัย หรือจ้างวิจัยเฉพาะเรื่องเพื่อตอบสนองความต้องการในการทำความเข้าใจวัฒนธรรม สังคมของประเทศอาเซียนที่จะเข้าไปลงทุน
แทนที่จะไปจ้างบริษัทที่ปรึกษาราคาแพง การใช้สถาบันด้านวิชาการในประเทศไทยที่มีผู้เชี่ยวชาญอยู่แล้ว นับเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่จะต่อยอดให้กับวงการการศึกษาไทย ในการตอบสนองภาคเอกชน ไม่ใช่แค่ภาครัฐแต่อย่างเดียว ที่สำคัญงานวิจัยที่ลำบากตรากตรำทำมาจะได้ไม่ขึ้นหิ้ง