“อีซูซุอึ้งง่วนไต๋” ผุด 3 โชว์รูมใหม่มั่นใจครองยอดขายหมื่นคัน-
“กลุ่มอีซูซุอึ้งง่วนไต๋” บิ๊กดีลเลอร์อีซูซุ ลงทุนโชว์รูมใหม่ 3 แห่ง “พุทธมณฑลสาย 4-ท่ายาง-บางสะพาน” รับเทรนด์ตลาดรถยนต์ฟื้นตัว ผลพวงสิ้นสุดนโยบายรถคันแรก คนเริ่มผ่อนหมดปีนี้ มั่นใจยังสามารถครองยอดขาย 17 สาขา 1 หมื่นคันแม้กำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกรลดลง ไฟแนนซ์ปล่อยกู้ยาก
นายธีรยุทธ พิทักษ์สิทธิ์ กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัท อีซูซุอึ้งง่วนไต๋ ซึ่งเป็นศูนย์บริการและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์อีซูซุ เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันกลุ่มบริษัทอีซูซุอึ้งง่วนไต๋ มีโชว์รูมทั้งหมด 17 สาขา ในพื้นที่จังหวัดนครปฐม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยปีนี้มีการลงทุนใหม่ 3 แห่ง ได้แก่ 1.โชว์รูมสาขาบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เพิ่มพื้นที่ศูนย์บริการเพื่อรองรับรถบรรทุกขนาดใหญ่จากเดิมที่มีพื้นที่ 5 ไร่ เป็น 7 ไร่ 2.สาขาพุทธมณฑลสาย 4 จังหวัดนครปฐม พื้นที่ขนาด 10 ไร่ เปิดบริการไปแล้ว
สำหรับสาขา 3 ที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เป็นโชว์รูมขนาด 10 ไร่ คาดว่าสาขานี้จะสามารถเปิดให้บริการได้ในอีก 2 เดือนข้างหน้า ซึ่งในแต่ละปีกลุ่มบริษัทอีซูซุอึ้งง่วนไต๋สามารถทำยอดขายรวมได้ประมาณ 1 หมื่นคัน และคาดว่าผลประกอบการจะเติบโตขึ้นใกล้เคียงกับภาพรวมของประเทศ
ทั้งนี้ ในปี 2560 ภาพรวมของตลาดรถยนต์ในประเทศเติบโตขึ้นที่ 22.6% รถยนต์ในเชิงพาณิชย์รวม 7% ยอดขายน่าจะอยู่ที่ 8.3 แสนคันในช่วง 7 เดือนแรกของปี โดยรถอีซุซุมียอดขายโตขึ้น 7.6% ซึ่งตัวเลขการเติบโตนั้นจะขึ้นอยู่กับกระแสความนิยม กำลังซื้อ และสถานะทางเศรษฐกิจ ส่วนกลุ่มรถยนต์ของตลาดบนจะมียอดขายดีกว่าตลาดล่าง โดยในปีนี้กลุ่มเกษตรกรจะมีกำลังซื้อค่อนข้างน้อย อีกทั้งกลุ่มไฟแนนซ์ก็เข้มงวดในการปล่อยกู้ ทำให้คนส่วนใหญ่กว่า 80% ที่มักจะซื้อรถด้วยการผ่อนจ่ายไม่สามารถซื้อรถใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม ตลาดรถเก๋งที่มียอดขายติดลบมาหลายปีเริ่มจะฟื้นตัวขึ้นในปีนี้ เนื่องจากโครงการรถคันแรกทยอยผ่อนหมดภายในปีนี้และเตรียมจะเปลี่ยนรถคันใหม่ ฉะนั้นตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป ทิศทางของรถกลุ่มดังกล่าวเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นแล้ว แต่รถยนต์ที่ใช้ในเชิงพาณิชย์จะเติบโตไม่เท่ากับรถเก๋ง เพราะความต้องการตลาดและสัดส่วนของยอดขายต่างกัน
สำหรับภาพรวมยอดขายรถปิกอัพในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้นโตเพิ่มจากเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 3% โดยกลุ่มบริษัทอีซูซุอึ้งง่วนไต๋โตขึ้นประมาณ 5.5% เพราะมีการจัดกิจกรรมทางการตลาดเพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสกับรถอย่างใกล้ชิด
นายธีรยุทธกล่าวต่อว่า รถยนต์ในกลุ่มประหยัดน้ำมัน หรือรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่ได้เริ่มเปิดตัวในยุโรปมีแนวโน้มที่จะเข้ามายังตลาดรถยนต์ในประเทศไทย แต่คงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ เพราะประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการรองรับตลาดรถยนต์ประเภทนี้ ซึ่งต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศที่อาจจะต้องใช้เวลา 5-10 ปี
นอกจากนั้นยังต้องพัฒนาความมั่นคงทางด้านพลังงานก่อน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีความมั่นคงทางด้านพลังงานค่อนข้างต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเศรษฐกิจในประเทศเติบโตขึ้นการใช้พลังงานก็เพิ่มขึ้น แต่ประเทศไทยยังคงซื้อก๊าซธรรมชาติจากประเทศเมียนมา และใช้โรงไฟฟ้าจากประเทศลาว ขณะที่พลังงานในอ่าวไทยก็มีจำกัดและมีโอกาสหมดไป