ตง ธีระนุสรณ์กิจ รางวัลบุคคลสัมมาชีพ ปี 2559-

อาจเป็นเพราะสิ่งที่ “ตง ธีระนุสรณ์กิจ” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด ใช้เป็นหลักในการบริหารธุรกิจ ทั้งเรื่องความซื่อสัตย์, สุจริต, ขยัน, อดทน, กตัญญูรู้คุณต่อผู้มีพระคุณ, การมีธรรมาภิบาล และการรู้คุณของแผ่นดิน จึงทำให้เขาได้รับรางวัลบุคคลสัมมาชีพ ประจำปี 2559 จากมูลนิธิสัมมาชีพ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2560 ผ่านมา

โดยรางวัลนี้เป็นการยกย่องและเชิดชูเกียรติบุคคลที่ประกอบสัมมาชีพและดำเนินธุรกิจตามหลักสัมมาชีพคือการส่งเสริมให้คนประกอบอาชีพภายใต้กรอบจริยธรรมที่มีสัมมาทิฐิเป็นตัวนำ หรือการทำมาหากินโดยไม่เอากำไรสูงสุดเป็นที่ตั้ง โดยคำนึงถึงความเป็นธรรมของสังคม คำนึงถึงความสุขของตน และคนทำงาน รวมถึงประโยชน์ของผู้บริโภค และผู้รับบริการเป็นหลัก โดยไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“ตง” บอกว่า การที่ผมได้รับรางวัลบุคคลสัมมาชีพ ประจำปี 2559 อาจเป็นเพราะผู้ใหญ่เห็นว่าเราทำธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็ก ๆ จนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่าจะผ่านวิกฤตต่าง ๆ แต่ธุรกิจของเคซีจี สามารถผ่านมาได้ ส่วนหนึ่งเพราะเราทำธุรกิจด้วยความเที่ยงธรรม ทั้งยังรู้คุณของแผ่นดิน และรู้ถึงบุญคุณของแผ่นดินไทยที่ทำให้ผมอยู่มาถึง 75 ปีในปัจจุบัน

“ต้องบอกว่า เมื่อ 59 ปีผ่านมา หรือราวปี 2501 ผมกับครอบครัวเริ่มทำธุรกิจในชื่อห้างหุ้นส่วนจำกัดกิมจั๊วพาณิชย์ ซึ่งเป็นธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าและเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ภายใต้เครื่องหมายอิมพีเรียล และอลาวรี่ตอนนั้นถือเป็นธุรกิจเล็ก ๆ มีรายได้ปีหนึ่งไม่ถึงล้านบาท จนปัจจุบันกลายเป็นกลุ่มบริษัทในเครือเคซีจี (KCG Corporation) ที่เป็นการควบรวมของธุรกิจในเครือทั้ง 9 แห่งเข้าด้วยกันในปี 2557”

“ธุรกิจของผมวันนี้ไม่ใช่เอสเอ็มอี เพราะธุรกิจของกลุ่มบริษัทในเครือเคซีจีอยู่ในขนาดปลายเอ็มสู่แอล ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งจากวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมือง แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เราก้าวมาถึงทุกวันนี้คือการมองแง่บวก ทุกอย่างมีทั้งวิกฤตและโอกาสเสมอ และที่สำคัญเราทำธุรกิจอย่างโปร่งใสเสียสละ ขยัน อดทน”

“การบริหารงานในองค์กรผมมองว่าการเรียนรู้ต้องผสมผสานกัน ไม่ใช่เรียนรู้อยู่คนเดียว และมองว่าตัวเองถูกไปหมด ถ้าหากเราระดมสมองกัน ต่างคนต่างคิด และเสนอไอเดีย ยอมรับความคิดเห็นซึ่งกันและกัน จะทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ อีกทั้งคนที่ทำงานร่วมกับเราก็สบายใจ ไม่มีมืออาชีพไหนหรอกจะมาทำงานกับคนที่เอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่”

ดังนั้นการทำธุรกิจของกลุ่มบริษัทในเครือเคซีจีที่ผ่านมาจึงเป็นเรื่องของประสบการณ์ที่เรียนรู้มา ถือว่าประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มต้นใหม่ ๆ เพราะสมัยนั้นการแข่งขันไม่สูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่เคยหยุดนิ่ง มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการนำเอานวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ ทั้งด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการ รวมถึงเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาปรับใช้อยู่เสมอ

“ตง” บอกว่า ทุก ๆ 10 ปีเราเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น บางครั้งเป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ทั้งด้านความเป็นอยู่ อาหารการกินต่าง ๆ อย่างเช่นในปัจจุบันผู้บริโภคต้องการความสะดวกสบาย กินแล้วมีคุณภาพ ตอบโจทย์ชีวิตดี สุขภาพดี อาหารจึงต้องพร้อมทาน พร้อมปรุง พร้อมดื่ม สะดวก ให้คุณค่าครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทำมาตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

“เราต้องการตอบสนองความต้องการที่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การดำเนินธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำอะไรที่ยุ่งยาก ทำเรื่องง่าย ๆ ดีกว่า เช่นเดียวกับธุรกิจของกลุ่มบริษัทในเครือเคซีจี ที่สมัยก่อนเป็นแค่พี่น้อง ต่อมาก็มีลูกหลาน แต่ปัจจุบันองค์กรใหญ่ขึ้น จึงต้องมีระบบ ระเบียบ มีวินัย และข้อมูลการแข่งขันต่าง ๆ ดังนั้นคนเก่งจึงต้องมีความคิดดีด้วย เพื่อเขาจะได้ใช้ข้อมูลองค์กรไปวิเคราะห์”

“เมื่อโลกเปลี่ยนแปลง องค์กรจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เช่น ต้องมีฝ่ายที่มาดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายจัดหาวัตถุดิบ แต่ทุกอย่างต้องโปร่งใส มีความรับผิดชอบต่อสังคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพราะองค์กรใหญ่ขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องของครอบครัว พ่อแม่ พี่น้อง เท่านั้น แต่ยังรวมถึงส่วนอื่น ๆ ที่เราจะต้องใส่ใจ และคิดให้มากขึ้น”

“ทั้งยังต้องมีการวางแผน และพัฒนาองค์กรให้ก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่ใช่ก้าวมาไกลแล้วจะหยุดนิ่ง เพราะถ้าช้าเมื่อไหร่คู่แข่งแซงหน้า หรือเราอาจจะตามไม่ทัน เราจึงต้องมีฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ฝ่ายวางแผน ฝ่ายกลยุทธ์ เข้ามาช่วยองค์กร ซึ่งแต่ก่อนไม่มี ต้องค่อย ๆ คิด ค่อย ๆ ทำกันไป ผมเชื่อว่าการพัฒนาองค์กรให้เจริญเติบโตก้าวหน้า ต้องค่อยเป็นค่อยไป ต้องวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ให้รอบด้าน ไม่ใช่มุ่งโตแบบก้าวกระโดด วิธีการนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งอาจจะหกล้ม สะดุดลงมาก็เป็นได้ เราจึงต้องวิเคราะห์ความเสี่ยงต่าง ๆ ให้รอบด้าน ทั้งเรื่องการลงทุน และการพัฒนาองค์กร”

จึงทำให้เคซีจีเติบโตมาจนถึงปัจจุบัน

อีกทั้งแนวทางการทำงานของ “ตง” มีปรัชญาอยู่อย่างหนึ่งว่า…ทำงานฉันพี่น้อง พ่อคุยกับลูก

“ปีหนึ่ง ๆ ผมพูดคุยกับพนักงาน 2 ครั้ง คือครั้งแรกคุยเรื่องการเติบโต และเป้าหมายสู่อนาคต และต่อยอดด้วย KCG Family ที่จะลิงก์กับ KCG Corporation เพราะธุรกิจของเราเติบโตมาจากพื้นฐานของครอบครัว เราจึงต้องเป็นองค์กรที่ดูแลทุกคนเสมือนหนึ่งกับคนในครอบครัวของเราเอง”

“แม้โลกจะมีการเปลี่ยนแปลงด้วยข้อมูลข่าวสาร และเทคโนโลยีที่รวดเร็ว แต่ธุรกิจในเครือเคซีจีต้องมองหาโอกาส และกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ เสมอ ซึ่งเหมือนกับการขยายตลาดในต่างประเทศ แต่การจะทำเช่นนั้นได้ เราต้องรับฟังข้อเสนอแนะจากลูกค้า คู่ค้า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย”

และเรายังมีโครงการสร้างเคซีจีจิตอาสา เพื่อให้พวกเขามีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม เราพยายามทำให้ครอบครัวเคซีจีมีความสุข ร่วมกันรับผิดชอบสังคม และเข้าใจในเจตนารมณ์เดียวกัน

ไม่เพียงเท่านี้ “ตง” ยังบอกอีกว่า การบริหารธุรกิจกลุ่มบริษัทเครือเคซีจียังน้อมนำหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาเป็นแนวคิดในการบริหารองค์กรด้วย โดยเฉพาะหลักเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการนำมาต่อยอดและพัฒนาธุรกิจ โดยเราจะทำตามกำลังที่มี ไม่ทำเกินตัว ไม่ใช้จ่ายหรือลงทุนเกินควร ต้องมีการวิเคราะห์ถึงปัจจัยต่าง ๆ เพื่อหาเหตุและผลที่เกิดขึ้น

“และด้วยความที่ธุรกิจของเราเกิดขึ้นจากครอบครัว การรู้รักสามัคคี จึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งผมนำมาใช้ในการบริหารองค์กร และครอบครัวอยู่เสมอ ผมเชื่อว่าองค์กรไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ถ้าไม่รักกัน ไม่สามัคคีกัน ก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้ เช่นเดียวกับครอบครัวของเรา ถ้าไม่มีเรื่องเหล่านี้จะเกิดปัญหาขัดแย้งขึ้น และเมื่อรู้รักสามัคคีกันแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือการดูแลซึ่งกันและกัน”

เพราะการดูแลกันและกันเป็นพื้นฐานอย่างหนึ่งของการสร้างองค์กรให้ยั่งยืน


อันเป็นสิ่งที่ “ตง” ทำตลอดมาและตลอดไป