กลุ่มสายแข็งอิหร่าน คือใคร ทำไมจึงสำคัญในสงครามสหรัฐ-อิสราเอล
ท่ามกลางความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงคราม กลุ่มสายแข็งสุดขั้วหรืออนุรักษนิยมสุดโต่งของอิหร่านต้องการสู้รบกับอเมริกาต่อไป คนกลุ่มน้อยนี้ส่งเสียงปฏิเสธการประนีประนอมทุกรูปแบบ
การเมืองภายในอิหร่านถูกแทรกแซงโดยกลุ่มสายแข็ง ซึ่งใช้กระแสสังคมที่กำลังโศกเศร้าและหวาดกลัวเรื่องความมั่นคง มาสร้างแรงกดดันให้คนในประเทศห้ามพูดเรื่องการเจรจาหรือการประนีประนอมกับต่างชาติ โดยตราหน้าว่าใครที่ยอมประนีประนอมคือ “ผู้ทรยศ” หรือ “ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง” เพื่อบีบให้รัฐบาลอิหร่านต้องใช้ไม้แข็งเท่านั้น
ธงสีแดงที่ปรากฏโดดเด่น สัญลักษณ์ของการล้างแค้นของชาวมุสลิมนิกายชีอะห์ ท่ามกลางคลื่นฝูงชนจำนวนมหาศาลที่มาร่วมพิธีศพตลอดสัปดาห์ของอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านถูกมองว่าเป็นการแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแบบไม่ต้องตีความว่า ประเทศอิหร่านควรจะทำสงครามกับสหรัฐต่อไป
ชนวนเหตุจากการปะทะทางทหาร ความตึงเครียดพุ่งสูงขึ้นเมื่อสหรัฐและอิหร่านเปิดฉากโจมตีทางทหารใส่กันอีกครั้งตั้งแต่ 7 กรกฎาคม สาเหตุหลักมาจากความขัดแย้งเรื่อง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยทั้งสองฝ่ายยังตกลงกันไม่ได้ว่าอิหร่านมีสิทธิ์ควบคุมเส้นทางนี้มากน้อยแค่ไหน
“พวกกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งกำลังพยายามใช้บรรยากาศแห่งความโศกเศร้า ความไม่มั่นคงภายในชาติ และการต่อต้านการเจรจา มาบีบขอบเขตของการถกเถียงทางการเมืองที่ยอมรับได้ให้แคบลง และพยายามสะท้อนภาพว่าการประนีประนอมนั้น เป็นทั้งความเสี่ยงในเชิงยุทธศาสตร์และเป็นสิ่งที่ไม่ชอบธรรมในทางศีลธรรม” ซาอิด กอลการ์ (Saeid Golkar) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเทนเนสซีแห่งแชตตานูกา (University of Tennessee at Chattanooga) ผู้ศึกษาเกี่ยวกับกองกำลังความมั่นคงของอิหร่านกล่าว
ตามปกติแล้วกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งมักถูกนิยามว่าเป็นกลุ่มชนชั้นนำอิหร่านที่ปกป้องหลักการศาสนาของการปฏิวัติอิสลามปี 1979 คัดค้านการเปิดกว้างทางสังคมและการทูตกับชาติตะวันตก แต่ในความเป็นจริง จุดยืนของพวกเขามีความหลากหลายมากกว่านั้น โดยเป็นการรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ของกลุ่มฐานเสียงหลายกลุ่ม เช่น พรรคแนวร่วมเพย์ดารี (Paydari Front) ในรัฐสภา บางส่วนของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) รวมถึงกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับกองทัพนี้
กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งยังรวมถึงเครือข่ายผู้นำสวดวันศุกร์ที่รัฐบาลแต่งตั้ง ฝ่ายตุลาการ และกลุ่มการเมืองรอบตัวซาอีด จาลีลี (Saeed Jalili) อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด
โดยกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ชัดเจนควบคู่ไปกับอุดมการณ์ปฏิวัติ เช่น เครือข่ายธุรกิจของกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่มีบทบาทสำคัญในเส้นทางลักลอบขนส่งสินค้า การเก็งกำไรค่าเงิน และเครือข่ายการค้านอกระบบ ซึ่งเติบโตอย่างมหาศาลในช่วงที่อิหร่านถูกตัดขาดจากระบบการเงินโลก
สนามรบ VS การทูต
การล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงส่งผลกระทบต่อบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ทั้งสองฝ่ายได้ลงนามร่วมกันเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน ซึ่งเป็นแผนแม่บทที่ใช้อ้างอิงในการเจรจาสันติภาพในอนาคต รวมถึงเรื่องชะตากรรมของโครงการนิวเคลียร์อิหร่านด้วย
การสู้รบที่ปะทุขึ้นใหม่นี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงความแตกแยกที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับความคุ้มค่าของการเจรจา ซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างเห็นได้ชัดในอิหร่านนับตั้งแต่การเจรจาเริ่มต้นขึ้น
“มีความตึงเครียดระหว่างฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับ ‘สนามรบ’ เป็นหลัก กับฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับ ‘การ ทูต’ ” อาลี ฟาธอลเลาะห์-เนจาด (Ali Fathollah-Nejad) ผู้อำนวยการศูนย์ตะวันออกกลางและระเบียบโลก ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองในกรุงเบอร์ลินกล่าว โดยเขาระบุว่า ฝ่ายที่เคลือบแคลงสงสัยในการทูตเชื่อว่า โครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธนำวิถี และกองกำลังตัวแทนของอิหร่านทั่วตะวันออกกลางนั้น คือ “เสาหลักที่ขาดไม่ได้สำหรับการอยู่รอดของระบอบปกครอง การป้องปรามศัตรู และการขยายอิทธิพล ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่จะมาเจรจาต่อรองกันไม่ได้
ในภาพรวม เป็นที่เชื่อกันว่าการอสัญกรรมของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุด ในช่วงเริ่มต้นของสงคราม ช่วยเพิ่มอำนาจให้แก่กองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในการบริหารประเทศ นอกจากนี้ การที่บุตรชายและผู้สืบทอดอำนาจไม่ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะ ยิ่งมีส่วนทำให้บรรยากาศของความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น
“บรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้มีความผันผวนและไม่นิ่งเอาเสียเลย เราไม่รู้แน่ชัดด้วยซ้ำว่าใครเป็นผู้กุมอำนาจบริหารระบอบปกครองนี้อยู่” นายกอลการ์ กล่าว “ระบบกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลง พวกเขาจำเป็นต้องใช้เวลาในการจัดสรรและรวมอำนาจให้เป็นปึกแผ่นมั่นคง
โดยทั่วไปแล้วกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งถูกมองว่าเป็นพวกที่ส่งเสียงดังมากกว่าจะมีอิทธิพลจริง และในกลุ่มพวกเขาก็มีผู้สนับสนุนการเจรจาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อเปิดโอกาสให้อิหร่านได้ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังทลาย อิหร่านเคยผ่านเส้นทางแบบนี้มาก่อนแล้ว ความตึงเครียดในลักษณะคล้ายกันนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในตอนที่รัฐบาลโอบามาและประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ ร่วมกันเจรจาข้อตกลงควบคุมโครงการนิวเคลียร์อิหร่านครั้งประวัติศาสตร์ (JCPOA) ซึ่งมีการลงนามกันไปเมื่อปี 2015
ในตอนนั้น ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มการเมืองเป็นการต่อสู้กันระหว่างฝ่ายปฏิรูปที่ต้องการเปลี่ยนแปลงภายในประเทศและเน้นการทูตปฏิบัตินิยม (Pragmatic diplomacy) กับ ฝ่ายอนุรักษนิยม ที่มุ่งมั่นจะขับไล่สหรัฐออกไปจากภูมิภาค แต่แล้วในปี 2018 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์นำสหรัฐถอนตัวออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับนั้น ส่งผลให้ฝ่ายปฏิรูปถูกรุมประณามอย่างหนักว่าโดนรัฐบาลสหรัฐหลอกให้ยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์ และเหตุการณ์นี้เองกลายเป็นการปูทางให้ฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งสามารถเข้ารวบรวมและยึดกุมอำนาจในการบริหารประเทศได้อย่างเบ็ดเสร็จ
“ชนชั้นนำที่เป็นผู้กุมอำนาจปกครองยังคงถูกครอบงำโดยกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งในเฉดต่าง ๆ” นายฟาธอลเลาะห์-เนจาด กล่าว
จุดที่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งอิหร่านมีความเห็นพ้องต้องกันมากที่สุดคือ เรื่องนิวเคลียร์ โดยเชื่อมั่นว่าอิหร่านควรพัฒนาศักยภาพนิวเคลียร์ขึ้นมาเพื่อใช้ป้องปรามศัตรู และมีจุดยืนดั้งเดิมคือคัดค้านการเจรจาโดยตรงกับรัฐบาลสหรัฐ
แม้ว่าจะไม่มีฝ่ายใดเลยที่ยอมอดทนอดกลั้นต่อความเห็นต่างภายในประเทศ แต่กลุ่มหนึ่งที่ได้นิยามตัวเองว่าเป็น ‘ฝ่ายปฏิบัตินิยม’ โต้แย้งว่าการจะอยู่รอดได้นั้น จำเป็นต้องยุติความเป็นศัตรูกับสหรัฐและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นเสียงข้างน้อยในหมู่กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่ง ปฏิเสธการยอมอ่อนข้อใด ๆ ให้แก่รัฐบาลสหรัฐ รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน และเชื่อว่าอิหร่านจะสามารถมีชัยได้ด้วยการทำให้สงครามยืดเยื้อออกไป
ตามที่ปี 2015 อิหร่านลงนามในข้อตกลงนิวเคลียร์ร่วมกับสหรัฐและชาติมหาอำนาจอื่น ๆ ของโลก ซึ่งภายใต้ข้อตกลงนี้ อิหร่านยอมจำกัดโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร
แต่ต่อมา สภาผู้พิทักษ์ของอิหร่าน (Guardian Council) ซึ่งเป็นองค์กรทางกฎหมายและศาสนาที่มีสมาชิกเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน ทำหน้าที่ตรวจสอบกฎหมายทุกฉบับในประเทศ คัดค้านการให้สัตยาบันอนุสัญญา 2 ฉบับของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force : FATF) ซึ่งเป็นหน่วยงานต่อต้านการฟอกเงินและการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย เนื่องจากมองว่าการปฏิบัติตามกฎสากลเพื่อหยุดยั้งการฟอกเงินและการสนับสนุนทุนก่อการร้ายนั้น จะทำให้อิทธิพลในภูมิภาคของอิหร่านอ่อนแอลง
การเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้ธนาคารระหว่างประเทศต่าง ๆ ยังคงปฏิเสธที่จะทำธุรกรรมการเงินให้แก่อิหร่าน แม้ว่าจะมีการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรไปแล้วก็ตาม ซึ่งเป็นการตัดโอกาสไม่ให้อิหร่านได้รับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของข้อตกลงนิวเคลียร์ตามที่ฮัสซัน รูฮานี (Hassan Rouhani) ประธานาธิบดีสายปฏิบัตินิยมในขณะนั้นเคยสัญญาเอาไว้
บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า การก้าวขึ้นมามีบทบาทนำของกองทัพลดทอนอิทธิพลของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ลง เนื่องจากในปัจจุบัน หน่วยงานหรือกลุ่มผู้มีอำนาจด้านความมั่นคงกลายมาเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก
ในเวลานี้ หน่วยงานความมั่นคงกลับหันมาสนับสนุนการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐ โดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ (Mohammad Bagher Ghalibaf) ประธานรัฐสภาและหัวหน้าคณะผู้เจรจา ซึ่งเป็นอดีตผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) และผู้ที่เคยวิพากษ์วิจารณ์การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 อย่างดุเดือด
แม้ว่าการที่กองทัพเข้ามาควบคุมรัฐบาลอย่างกว้างขวางจะช่วยจำกัดการเล่นเกมการเมืองของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ต่อการกำหนดนโยบายลงได้ แต่กลุ่มผู้นำก็ยังคงต้องคำนึงถึงมุมมองของฐานเสียงของกลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งด้วยเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว คาดการณ์ว่าผู้สนับสนุนระบอบปกครองสายเหยี่ยวมีจำนวนไม่เกินร้อยละ 20 จากประชากรทั้งหมด 93 ล้านคน และเป็นกลุ่มหลักในหมู่ผู้ร่วมพิธีไว้อาลัยตลอดสัปดาห์อย่างแน่นอน

อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดต่อจากบิดา เข้าร่วมกระแสเรียกร้องให้มีการล้างแค้นด้วยเช่นกัน โดยเขาได้ระบุในแถลงการณ์ที่หาได้ยากซึ่งประกาศว่า “เราให้คำมั่นว่าจะล้างแค้นให้แก่โลหิตอันบริสุทธิ์ของท่าน และโลหิตของบรรดาผู้พลีชีพทุกคนในสงครามทั้งสองครั้งนี้ จากน้ำมือของฆาตกรที่ก่ออาชญากรรมและน่าอัปยศอดสู พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “การล้างแค้นครั้งนี้คือความต้องการของคนในชาติของเรา และมันจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน”
คาเมเนอีคนลูกไม่ได้เข้าร่วมพิธีศพของบิดา และไม่มีใครเห็นเขาปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย นับตั้งแต่มีรายงานว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการโจมตีอิหร่านระลอกแรกเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ก่อนหน้านี้เขาเคยออกแถลงการณ์ที่มีความคลุมเครือ โดยแสดงความเห็นพ้องกับบันทึกความเข้าใจ (MOU) แต่กลับไม่เห็นด้วยกับการลงนามในเอกสารดังกล่าวเนื่องจากเหตุผลทางหลักการ
ความคลุมเครือดังกล่าวเปิดช่องให้กลุ่มสุดโต่งพยายามเข้ามาแทรกแซงและมีอิทธิพลต่อนโยบาย ซึ่งนำไปสู่ความพยายามร่วมกันจนปรากฏเป็นธงสีแดงโดดเด่นในพิธีศพ ทุกผืนปักข้อความภาษาอาหรับที่มีความหมายว่า “โอ้ การล้างแค้นเพื่อฮุสเซน” ซึ่งมีที่มาจากการเสียชีวิตของอิหม่ามฮุสเซนในปี ค.ศ. 680 ด้วยน้ำมือของทรราช ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญยิ่งของชาวชีอะห์ในการล้างแค้นให้แก่โลหิตของผู้บริสุทธิ์และการต่อต้านระบอบทรราช
“กลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งเชื่อว่า อิหร่านควรข่มขู่ศัตรูอย่างชัดเจนว่าจะลงมือล้างแค้นเป็นการส่วนตัวให้กับการลอบสังหารผู้นำและเจ้าหน้าที่ระดับสูง ซึ่งไม่ใช่เพียงเพื่อใช้เป็นกลยุทธ์ในการต่อรองเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีการป้องปรามไม่ให้เกิดการโจมตีขึ้นอีกในอนาคตด้วย” โมฮัมหมัด ทาบาร์ (Mohammad Tabaar) ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส แอนด์ เอ็ม (Texas A&M University) ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองอิหร่านกล่าวและระบุอีกว่า ตอนนี้เราเริ่มเห็นแนวคิดนี้ค่อย ๆ ถูกนำมาใช้โดยกลุ่มผู้นำแล้ว สะท้อนให้เห็นจากการใช้สัญลักษณ์สีแดงอย่างโดดเด่นในระหว่างพิธีศพของคาเมเนอี
ฮุสเซน ชารีอัตมาดารี (Hossein Shariatmadari) บรรณาธิการผู้ทรงอิทธิพลของหนังสือพิมพ์เคย์ฮาน (Kayhan) หนังสือพิมพ์รายวันเผยแพร่เป็นภาษาเปอร์เซีย ซึ่งบทความของเขามักสะท้อนแนวคิดแบบอนุรักษนิยมสุดโต่งได้ตั้งคำถามว่า เหตุใดคณะผู้เจรจาถึงยอมผ่อนปรนให้เรือขนส่งสินค้าใด ๆ ก็ตามเดินทางผ่านช่องแคบไปได้
“พวกคุณก็รู้ดีแก่ใจไม่ใช่หรือ” เขาเขียนระบุ “ว่าการเปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น เท่ากับการปลดอาวุธของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านต่อหน้าการโจมตีศัตรู?!”
อย่างไรก็ดี บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า ในท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลอาจยอมละทิ้งอุดมการณ์ต่อต้านอเมริกา หากผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นคุ้มค่าพอ
“ถ้าพวกเขามองเห็นข้อตกลงที่เป็นประโยชน์และมีความน่าเชื่อถือในแง่ที่ว่าสหรัฐจะปฏิบัติตามข้อตกลงในส่วนของตน พวกเขาก็พร้อมจะอ้าแขนรับมันอย่างแน่นอน เพราะจะช่วยขยายฐานเสียง” นายทาบาร์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส แอนด์ เอ็ม กล่าว และระบุว่า สามารถดึงดูดใจชาวอิหร่านจำนวนมากที่ต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับสหรัฐได้
คำถามในตอนนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ว่ากลุ่มอนุรักษนิยมสุดโต่งจะขัดขวางการทูตได้สำเร็จหรือไม่ แต่เป็นเรื่องที่ว่าขั้วอำนาจใดบ้างที่ได้ข้อสรุปแล้วว่า การขัดขวางนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายแพงกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ
อย่างไรก็ดี ความคลางแคลงใจอย่างรุนแรงยังคงมีอยู่ว่าสหรัฐจะปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ บรรดานักวิเคราะห์ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จึงเกิดความระแวงเป็นวงกว้างว่าทรัมป์อาจจะกลับคำในท้ายที่สุด แม้ว่าเขาจะต้องการข้อตกลงเพื่อช่วยลดราคาน้ำมันก็ตาม
เอสมาอิล บาเฆอี (Esmail Baghaei) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดคณะผู้แทนอิหร่านจึงปฏิเสธที่จะจับมือต่อหน้าสาธารณชนกับคู่เจรจาฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งเขาได้หยิบยกบทกวีของรูมี (Rumi) มาตอบว่า เนื่องจากมีปีศาจในร่างมนุษย์อยู่มากมาย เราจึงไม่ควรยื่นมือไปจับกับมือของใครก็ได้
อ้างอิง :