มาเซราติ ลาแวนเต้ ดีไซน์…ที่แตกต่าง-
คอลัมน์ เทสต์ คาร์
โดย อมร พวงงาม
ไม่ต้องบอก เชื่อว่าหลายคนคงรู้แล้วล่ะว่า “แบรนด์มาเซราติ” ยนตรกรรมจากอิตาลี
ซึ่งเงียบหายไปพักใหญ่กำลังกลับมา
และการกลับมาเที่ยวนี้ไม่ธรรมดาซะด้วย
มาแบบจัดเต็ม เพราะอยู่ภายใต้อุ้งปีกของค่าย “เอ็มจีซี-เอเชีย” ยักษ์ค้าปลีกรถยนต์รายใหญ่ของบ้านเรา
ที่จับแบรนด์ไหน แผล็บเดียว “รุ่ง”
ใครที่ชื่นชอบอิตาเลียนดีไซน์นิยมความแตกต่างไม่เหมือนใคร
“มาเซราติ” คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
แบรนด์มาเซราติ ปัจจุบันมีโมเดลอยู่ครอบคลุมเกือบทุกเซ็กเมนต์
แต่ที่กำลังฮือฮาในตลาดตอนนี้หนีไม่พ้น “เอสยูวี”
โดยเฉพาะ “ลาแวนเต้” ตัวนี้เขาดีไซน์ฟอร์เลดี้ด้วยนะ
ฉะนั้นสาว ๆ ที่หลงใหลเอสยูวี แต่กังวลความสูง
ขึ้นลงลำบาก ปัญหานั้นถูกลบทิ้งไปเรียบร้อย
สำหรับแบรนด์มาเซราติ ถ้าเปรียบเทียบในตลาด
คู่แข่งที่พอต่อกรได้ก็มีเพียง “ปอร์เช่” เท่านั้น

ลาแวนเต้ มีการออกแบบให้รูปร่างหน้าตาเป็นเอกลักษณ์
ตั้งแต่กระจังหน้าไปจนถึงไฟท้าย
กระจังหน้าขนาดใหญ่ มาพร้อมโลโก้ตรีศูล อาวุธประจำกายของเทพเจ้ากรีกโบราณ
ฝากระโปรงหน้าดูใหญ่ และมีความลาดเอียง ทำให้ดูลู่ลมมาก
โดยมีค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานเพียง 0.3 เท่านั้น
เครื่องยนต์เป็นดีเซลเทอร์โบ 3.0 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 275 แรงม้า
ดูเหมือนแรงม้าไม่เยอะ แต่อยากให้ไปดูที่แรงบิด ฟาดไปถึง 600 นิวตันเมตรที่ไม่เกิน 3,000 รอบ
เพราะฉะนั้นระยะทางการวิ่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 6.9 วินาที
จี๊ดจ๊าดเอาเรื่องจากน้ำหนักตัวรถที่มากถึง 2 ตัน
แบรนด์มาเซราติ ใครที่เคยสัมผัสมาก่อนหน้านี้จะฝังใจว่า เป็นรถที่ขับยาก
ด้วยความดิบของสไตล์รถสปอร์ต

แต่เดี๋ยวนี้ คราบแบบนั้นไม่หลงเหลืออีกแล้ว
ลาแวนเต้ มีโหมดการขับขี่ให้เลือกหลากหลาย
ทั้งโหมดปกติ โหมดสปอร์ต, สปอร์ต พลัส และโหมดประหยัด
แต่ที่ดูจะแตกต่างจากรถบางรุ่นคือ มีโหมดออฟโรดมาให้ด้วยครับ
วัตถุประสงค์ของแต่ละโหมด ต้องการให้ตัวรถสามารถตอบสนองการใช้งานทุกสภาพถนน
ใครชอบแบบไหนเลือกได้ตามใจชอบ
และในโหมดออฟโรด หากคุณใช้ความเร็วสูงเกิน 180 กม./ชม.
ระบบจะปรับลดระดับตัวรถลงให้อัตโนมัติ เพื่อสมรรถนะและการยึดเกาะถนนที่ดีขึ้น
อุปกรณ์และออปชั่นต่าง ๆ ก็ใช้งานง่าย มีปุ่มทุกอย่างให้เลือกใช้งานเพียงแค่ปลายนิ้วสัมผัส โดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย
จัดเป็นเอสยูวีที่ขับสนุก น้ำหนักคันเร่งเบาเหมาะกับสาว ๆ
ที่ยากไปนิดก็คือน้ำหนักเบรก ซึ่งต้องใช้งานสักพักให้คุ้นเคย
กับแพดเดิลชิฟต์ ปุ่มปรับเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย ดูจะชิ้นใหญ่ไปทำให้รู้สึกเกะกะ
จุดเด่นของลาแวนเต้ นอกจากพละกำลังและสมรรถนะที่โดดเด่น
ดีไซน์ที่แตกต่าง ก็น่าจะทำให้เจ้าของรถพึงพอใจกับอัตราการเหลียวมอง
ที่ไม่ว่าจะขับไปทางไหน ก็มีแต่ทุกสายตาที่พยายามจับจ้อง
“ลาแวนเต้” มีให้เลือก 2 ราคา 7 ล้านปลาย ๆ กับ 8 ล้านต้น ๆ
แตกต่างกันที่ออปชั่น เช่น พาโนรามิก ซันรูฟ เบาะหุ้มหนังแท้ชนิดพิเศษ
พร้อมระบบเป่าลมร้อน บุเพดานด้วยอาคันทารา ระบบปรับอากาศ 4 โซน ล้อแม็ก 20 นิ้ว และระบบความปลอดภัย เช่น ระบบบังคับรถให้อยู่ในเลน
เบรกอัตโนมัติป้องกันการชนด้านหน้าและกล้องรอบคัน
ส่วนใครที่ชื่นชอบเครื่องเบนซิน อดใจรออีกนิด งานมอเตอร์เอ็กซ์โป “ลาแวนเต้เอส” มีให้สัมผัสแน่นอน