เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศูนย์สิริกิติ์ฯ อัดแน่นอิเวนต์ชั้นนำตลอดเดือน พ.ย.
Biz Movement ศูนย์สิริกิติ์ฯ อัดแน่นอิเวนต์ชั้นนำตลอดเดือน พ.ย.
แม่ทัพ AWC ประกาศความร่วมมือ CUBIC ของ น๊อต วิศรุต เตรียมดันคอมมูฯ ไลฟ์สไตล์ครบวงจร
Biz Movement แม่ทัพ AWC ประกาศความร่วมมือ CUBIC ของ น๊อต วิศรุต เตรียมดันคอมมูฯ ไลฟ์สไตล์ครบวงจร
“เซีย จำปาทอง” ชี้ปมแรงงาน MOU เบรกวาทกรรมต่างชาติแย่งงาน ย้ำเกิดจาก demand นายจ้าง
Politics “เซีย จำปาทอง” ชี้ปมแรงงาน MOU เบรกวาทกรรมต่างชาติแย่งงาน ย้ำเกิดจาก demand นายจ้าง
นายกฯ เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2026 ย้ำสายสัมพันธ์ไทย–อินเดีย
Biz Movement นายกฯ เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2026 ย้ำสายสัมพันธ์ไทย–อินเดีย
“จุลพันธ์” ดัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานใหม่ ขยายสิทธิลาปวดประจำเดือน พร้อมเปิดฟังความเห็นรอบ 2
Politics “จุลพันธ์” ดัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานใหม่ ขยายสิทธิลาปวดประจำเดือน พร้อมเปิดฟังความเห็นรอบ 2
นายกฯ ยินดีรับฟังเหตุผล ‘ม็อบ’ เชื่อไม่บานปลาย สั่งเตรียมรับมือภัยไซเบอร์
Politics นายกฯ ยินดีรับฟังเหตุผล ‘ม็อบ’ เชื่อไม่บานปลาย สั่งเตรียมรับมือภัยไซเบอร์
กทม. อัปเดตสถิติเยียวยาน้ำท่วม อนุมัติเงินผ่าน “ทางรัฐ” ทะลุ 4.6 พันล้าน-ยื่นออนไลน์ทะลุ 1.5 แสนคำร้อง
News กทม. อัปเดตสถิติเยียวยาน้ำท่วม อนุมัติเงินผ่าน “ทางรัฐ” ทะลุ 4.6 พันล้าน-ยื่นออนไลน์ทะลุ 1.5 แสนคำร้อง
กทม. ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สากล MOU ภาคเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 50 เขต
Biz Movement กทม. ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สากล MOU ภาคเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 50 เขต
“ชัชชาติ”ขึ้นเวที SX TALK ชูยุทธศาสตร์สร้างเมืองเดินได้ ย้ำ”สุขภาพดี เริ่มที่เมือง”
SD “ชัชชาติ”ขึ้นเวที SX TALK ชูยุทธศาสตร์สร้างเมืองเดินได้ ย้ำ”สุขภาพดี เริ่มที่เมือง”
สราวุฒิ อยู่วิทยา ชู ‘พาร์ตเนอร์ชิป’ จิ๊กซอว์บุกเอเชีย
Business สราวุฒิ อยู่วิทยา ชู ‘พาร์ตเนอร์ชิป’ จิ๊กซอว์บุกเอเชีย
ดูทั้งหมด

จดหมายแห่งอนาคต (21) เมื่อรัฐเริ่มล่ายักษ์…(แห่งเทคโนโลยี)-

16 พ.ย. 2560 | 07:00น.

โดย สันติธาร เสถียรไทย [email protected]

 

ถึงลูกพ่อ

เมื่อยุคสมัยแห่ง data มาถึง มันอาจจะน่าตื่นเต้นจนทำให้เรานั่งคิดแต่ว่า big data ทำอะไรได้บ้าง แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วนั้น มักจะนำมาซึ่ง การเปลี่ยนขั้วอำนาจ อย่างรวดเร็วเช่นกัน

ในฉบับก่อนหน้านี้ เราคุยกันถึงเรื่องการผงาดขึ้นมาของบริษัทเทคโนโลยี platform ในยุคแห่ง data ที่มาเบียดยักษ์ใหญ่รุ่นพี่ อย่างบริษัทพลังงาน อุตสาหกรรม การเงินการธนาคาร เสียจนตกขอบ แต่หากรุ่นพี่เหล่านี้เคยถูกรัฐบาลเพ่งเล็งเพราะอำนาจทางเศรษฐกิจและการเงินในอดีต จนบางครั้งถูกมองว่าเป็น “ผู้ร้าย” แห่งโลกาภิวัตน์แล้ว บริษัท data ที่ผงาดขึ้นมาแทนนั้น จะถูกรัฐบาลเพ่งเล็งและมีชะตากรรมเช่นเดียวกันหรือไม่ ?

คำตอบสั้น ๆ ก็คือ ใช่ โดยรัฐบาลต่าง ๆ นั้น มีการรับมือกับบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้สามแบบ คือ “ล่า (ภาษี)” “กำกับ” และ “แทรกแซง”

รัฐบาลตะวันตกเริ่ม “ล่า” ภาษีจากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่

ในขณะที่พ่อเขียนจดหมายนี้อยู่ ประเด็นเรื่องรัฐ VS บริษัทเทคโนโลยี กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนมากในอเมริกาและยุโรป เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ได้สรุปหลังจากทำการสืบสวนมาสองปีว่า การที่ประเทศไอร์แลนด์ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีกับบริษัท Apple จนทำให้บริษัทดังกล่าวจ่ายภาษีไม่ถึง 1% ในแต่ละปี และมีปีหนึ่งที่จ่ายภาษีแค่ 0.005% นั้น เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และบังคับให้รัฐบาลไอร์แลนด์เรียกเก็บเงินภาษีย้อนหลังกับบริษัทดังกล่าวจำนวน 1.3 หมื่นล้านยูโร ในขณะเดียวกันก็กำลังมีการฟ้องร้องให้ Amazon จ่ายภาษี 250 ล้านยูโร ให้กับรัฐบาลลักเซมเบิร์กด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น ในยามที่รัฐบาลตะวันตกกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมสูงอายุ อัตราว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น ความต้องการรายได้จากภาษีจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ทั้งที่รายได้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีเติบโตได้ดี EC กลับพบว่าบริษัทเหล่านี้จ่ายภาษีน้อยในอัตราประมาณ 10% หรือน้อยกว่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ในยุโรปที่จ่ายภาษี 23% โดยเฉลี่ย นอกจากนี้ภาระภาษีที่แตกต่างยังทำให้บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติขนาดใหญ่มีความได้เปรียบกว่าบริษัทขนาดเล็กที่ไม่อาจจัดรูปแบบบริษัทเพื่อลดภาษีได้

รัฐบาลต่าง ๆ เคยบ่นว่า บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่สามารถหลบเลี่ยงภาษีได้เก่ง และพบว่ายักษ์ใหญ่ดิจิทัลสามารถหลบเลี่ยงได้เก่งยิ่งกว่า เพราะสามารถให้บริการกับลูกค้าและสร้างรายได้จากประเทศนั้น ๆ ได้โดยไม่ต้องมีสาขาในแหล่งที่ขายหรือเข้าไปให้บริการเลย จึงสามารถไปตั้งออฟฟิศอยู่ในประเทศที่ให้ดีลภาษีที่ดี อย่างเช่นในไอร์แลนด์ได้ ยิ่งสิ่งที่ขายเป็น digital content ยิ่งจับต้องได้ยาก ว่ารายได้มาจากประเทศใด แค่ไหนกันแน่

ศึกภาษีที่ยุ่งยากเพิ่งจะเริ่มต้น

ผู้นำรัฐบาลยุโรปกลุ่มหนึ่งที่มีฝรั่งเศสเป็นหัวหอก รวมทั้งเยอรมนี อิตาลี และสเปน ต้องการจะผลักดันให้บริษัทดิจิทัลจ่ายภาษีมากขึ้น โดยในระยะยาวอยากเคลื่อนไปสู่ระบบที่สามารถดูได้ว่าบริษัทเหล่านี้ได้รายได้จากประเทศไหนบ้าง และต้องเสียภาษีให้กับประเทศนั้น ๆ ด้วย แม้ว่าจะไม่มีสาขาเป็นตัวเป็นตนอยู่ก็ตาม และไม่ว่าบริษัทจะไปลงบัญชีว่าได้กำไรในประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำในที่อื่น ไม่ว่าจะในหรือนอกยุโรปก็ตาม โดยในระยะสั้นอาจมีการเก็บ equalization tax จาก “รายได้” (revenue) แทนที่จะเก็บจากกำไรตามปกติ เพื่อให้เสมือนว่าบริษัทเทคโนโลยีต้องจ่ายภาษีกับทุกประเทศที่ตนขายของหรือให้บริการ (เช่น ได้ค่าโฆษณา)

ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลีย ก็มีประเด็นถกเถียงว่าจะจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มกับสินค้าบริการดิจิทัลทั้งหลายหรือไม่ โดยมีชื่อเรียกเล่น ๆ ว่า “Netflix tax” ตามชื่อบริษัท streaming หนังและซีรีส์ชื่อดังคือ Netflix

ภาระภาษีจะตกที่ใคร

แม้ว่าพ่อจะเข้าใจความรู้สึกของรัฐบาล แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ข้อเสนอพวกนี้ยังมีปัญหาอยู่มาก นอกจากจะนำไปปฏิบัติจริงได้ยากแล้ว

ข้อแรก-คือ มาตรการเช่นนี้ต้องได้รับความร่วมมือในระดับโลก เพราะหากแค่บางประเทศหรือภูมิภาคใช้กติกาเช่นนี้ บริษัทเทคโนโลยีก็แค่ย้ายถิ่นฐานออกไปตั้งอยู่ในที่อื่น ที่มีอัตราภาษีต่ำ เช่นอาจหนีออกจากไอร์แลนด์ไปที่แคริบเบียนแทน ซึ่งจะกลายเป็นว่ายุโรปไม่ได้รายได้ภาษีเลยแม้แต่นิดเดียว ซ้ำยังทำให้เสียการลงทุนและความสามารถทางการแข่งขันอีกต่างหาก

ข้อสอง-แม้ว่าภาษีนี้จะจัดเก็บจากบริษัทดิจิทัลเหล่านี้ แต่ไม่แน่ว่าสุดท้ายภาระภาษีจะตกอยู่ที่เขาหรือไม่ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้มีอำนาจต่อรองสูง สามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้อื่นได้ เช่น การขึ้นค่าบริการต่อลูกค้า (เช่น ค่าสมาชิกของ Net-flix หรือค่าพื้นที่โฆษณาของ YouTube) หรือการลดส่วนแบ่งรายได้ให้กับบริษัทในประเทศที่ทำ digital content จนกลายเป็นว่าภาระภาษีนั้นกลับถูกซัดทอดไปอีกต่อหนึ่ง มิหนำซ้ำปรากฏการณ์ดังกล่าว อาจทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลที่เกี่ยวข้องต้องชะลอลง เพราะลูกค้าต้องซื้อบริการในราคาที่สูงขึ้น คล้ายกับการปรับขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่ความเสี่ยงในเชิงทฤษฎีเท่านั้น แต่มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ๆ แล้วด้วย “อินเดีย” อาจเป็นประเทศเดียวในปัจจุบันที่มีการจัดเก็บ equalization tax กับบริษัทต่างประเทศ ที่ขายบริการดิจิทัลให้กับธุรกิจในประเทศอินเดีย เช่น โฆษณาหรือ cloud services มาตั้งแต่ปีที่แล้ว ผลเบื้องต้นก็คือ ภาระภาษีส่วนใหญ่ถูกผลักไปอยู่กับลูกค้า และการโฆษณาทางสื่อดิจิทัลก็ดูเหมือนจะมีการชะลอตัวลงบ้าง แม้จะไม่มากนัก แต่ประโยชน์ในเชิงภาษีที่รัฐบาลได้รับไม่ค่อยสูงเช่นกัน

พ่อคิดว่าการล่าภาษีจากวงการดิจิทัลของรัฐบาลต่าง ๆ นั้น เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น หากแต่วิธีที่เสนอกันอยู่นี้ยังไม่ตอบโจทย์สักทีเดียว แต่ศึกนี้ก็เป็นแค่หนึ่งในอีกหลายศึกที่รัฐบาลจะเปิดกับบริษัทเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งยิ่งบริษัทดิจิทัลเรืองอำนาจมากเท่าใด ก็ยิ่งถูกเพ่งเล็งมากขึ้นเท่านั้น

คราวหน้าเรามาดูอีกสองวิธี ที่รัฐบาลต่าง ๆ น่าจะเริ่มงัดขึ้นมาใช้กับยักษ์ใหญ่ดิจิทัล คือ “กำกับ” และ “แทรกแซง” กัน