เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

คัดหุ้นเด่น ‘ธีมเฮลท์แคร์โลก’ ลงทุนอุ่นใจ ไม่แคร์เงินเฟ้อ

21 ส.ค. 2565 | 14:01น.

โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ CEO Jitta Wealth

ในช่วงนี้ บรรยากาศลงทุนในตลาดหุ้นปรับตัวอยู่ในแดนบวกกันมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากประเด็นใหญ่ของโลกอย่างภาวะเงินเฟ้อสูงเริ่มมีทิศทางชะลอตัวลงบ้างแล้ว หลังเห็นตัวเลขเงินเฟ้อ เดือนกรกฎาคมที่ออกมาล่าสุด ขยับลดลงเหลือ 8.5% จากเดือนก่อนหน้าที่สูง 9.1% อานิสงส์หลักๆ มาจากราคาน้ำมันโลกที่ปรับลดลง เรายังคงต้องติดตามตัวเลขเงินเฟ้อรายเดือนของสหรัฐฯ ต่อไปอีกระยะ

แต่อย่างน้อยการเร่งตัวของเงินเฟ้อที่สูงเริ่มชะลอตัวลง ก็ทำให้ตลาดมีความคาดหวังว่า อาจจะช่วยลดแรงกดดันต่อท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ให้ชะลอการเร่งขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในครั้งถัดไปบ้าง แม้นักวิเคราะห์บางแห่งแอบลุ้นอยากเห็น FED ชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเหลือเพียง 0.50% ในรอบเดือนสิงหาคมนี้ก็ตามที

หลังจากที่เพิ่งปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.75% เป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันในรอบการประชุมของ FED เมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้ดอกเบี้ยขึ้นมาสู่ระดับ 2.25%-2.50% ผลกระทบของการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราที่เร็ว จะก่อให้เกิดสภาวะการเงิน (Financial Conditions) ตึงตัวขึ้นมาก และส่งผลต่อสภาพคล่องในตลาดการเงินลดลง

แม้ตัวเลขเงินเฟ้อ สะท้อนว่าได้ผ่านจุด Peak ไปแล้ว แต่ก็ยังอยู่ระดับสูง ซึ่งยังเป็นแรงกดดันต่อ FED ในการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อยื้อไม่ให้เศรษฐกิจเกิดภาวะถดถอย แม้ทางการสหรัฐฯ พยายามออกมาบอกว่า เศรษฐกิจจะไม่ถดถอยก็ตาม แต่หากติดตามดูตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวที่ออกมา ก็บ่งชี้ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) สูงขึ้น อาทิ

ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ เดือนกรกฎาคม 2565 ได้ปรับตัวตัวลงแตะ 95.7 จุด ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2556 และปรับลดลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน เริ่มเห็นภาคธุรกิจปรับลดแรงงานให้สอดคล้องความต้องการสินค้าในอนาคตที่เริ่มลดลง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

นี่คือภาพตลาดการเงินและเศรษฐกิจหลังโลกวิกฤติ Covid-19 แม้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะฟื้นตัวกลับมาเติบโตได้รวดเร็วและแข็งแกร่งแต่เพียงเวลา 2 ปีเท่านั้น ก็เริ่มเข้าสู่ระยะชะลอตัวแล้ว สะท้อนภาพวัฏจักรเศรษฐกิจที่มีรอบสั้นลง ขณะที่ประเทศต่างๆ มีการฟื้นตัวที่ไม่เท่ากัน ขึ้นกับโจทย์เงินเฟ้อ และปัจจัยต่างๆภายในประเทศที่มีผลต่อการปรับใช้นโยบายดอกเบี้ยขาขึ้นแตกต่างกันไป

เมกะเทรนด์ Healthcare ที่ไม่มีวันตาย

ผมมองไปในระยะข้างหน้า สถานการณ์เงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก ยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันทั้งปัจจัยภายในประเทศ ยังมีปัจจัยต่างประเทศที่พร้อมจะเกิดอะไรใหม่ได้ทุกเมื่อทุกเวลา รวมไปถึงเรื่องเก่าที่ยืดเยื้อ

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 หรือความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ ที่เกิดขึ้นเป็นระลอกๆ อาทิคู่กรณีประเทศมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ และจีน หรือรัสเซียกับยูเครน ล้วนเป็นความเสี่ยงที่ยากจะควบคุมได้ และสร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลกและต่อบรรยากาศลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุน

ตลอดช่วงเวลา 2-3 ปีที่ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤต Covid-19 ที่ยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน แม้เป็นวิกฤตที่เกิดมาจากโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็กระทบลุกลามไปถึงเศรษฐกิจทั่วโลก จนถึงทุกวันนี้มีหลายธุรกิจต้องปิดกิจการ และอีกหลายธุรกิจกำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอด

ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายธุรกิจที่ยังมั่นคงและสามารถเติบโตได้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในธุรกิจที่ยังยืนหยัดอยู่ได้คือ ธุรกิจบริการสุขภาพ หรือ ‘Healthcare’ ที่มีอนาคตเติบโตในระยะยาวนับสิบๆ ปีได้ ไม่ว่าเศรษฐกิจจะดีหรือเกิดวิกฤตใดๆ ก็ตามที

เพราะธุรกิจเฮลท์แคร์ เป็นเรื่องที่ใกล้ตัวมนุษย์ อิงอยู่กับความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ว่าเจอภาวะปกติ วิกฤต หรือสงคราม การรักษาพยาบาลป่วยไข้บาดเจ็บ เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงอยู่ของทุกชีวิตมนุษย์ทั้งนั้น มนุษย์ขาดยารักษาโรคและระบบทางการแพทย์ที่มีคุณภาพไม่ได้

เพราะมันคือ หนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญพอๆ กับอาหารการกิน ประกอบกับโครงสร้างทางสังคมทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยเต็มรูปแบบ ทำให้เป็นอีกหนึ่งเมกะเทรนด์ที่จะอยู่บนโลกใบนี้ในอีกยาวนาน

ฉะนั้น ความต้องการระบบสาธารณสุขที่ดี มีมาตรฐานนับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ถึงแม้วันนี้ สถานการณ์การแพร่ระบาดของ Covid-19 เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งช่องทางการรักษา ค้นพบวัคซีนและตัวยาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพ

แต่ขณะเดียวกันก็สร้างโลกใหม่หลัง Covid-19 ให้เกิดขึ้นเช่นกัน ในการประชุม TDRI Annual Public Virtual Conference 2021 ที่สถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือ TDRI จัดขึ้นเมื่อปลายปีที่ผ่านมา มีการถกประเด็นในหัวข้อ ‘ความท้าทายและจินตนาการแห่งโลกใหม่ : โมเดลการพัฒนาประเทศหลัง Covid-19’ มีการพูดถึง ‘โลกใหม่หลัง Covid-19’ หนึ่งในโลกใบใหม่โลกหนึ่งมีชื่อว่า Care Economy หรือเศรษฐกิจแบบใส่ใจ ที่ผู้คนเริ่มตระหนักและให้ความสำคัญกับสุขภาพกายและใจมากขึ้น

เทรนด์การดูแลสุขภาพ มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้คนหันมาเรียนรู้ที่จะออกกำลังกาย เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ การหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพทั้งทางกายและให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทางใจไปด้วยเช่นกัน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ‘อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ทั่วโลก’ มีการพัฒนาอยู่เสมอ เติบโตไปพร้อมๆ กับความต้องการที่ไม่หยุดยั้งของผู้คนทั่วโลกในการดูแลสุขภาพกายและใจให้ดีที่สุด

นับวัน ตลาดสุขภาพมีแต่ขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะการดูแลสุขภาพย่อมเป็นสิ่งที่มนุษย์ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกๆ อยู่แล้ว เมื่อคุณเจ็บป่วย คุณก็ย่อมต้องการให้ร่างกายกลับมาแข็งแรงโดยเร็วที่สุด เพราะการไม่มีโรค…เป็นลาภอันประเสริฐ

เมื่อส่องดูการเติบโตของอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์โลก ข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) ปี 2562 ระบุว่า มูลค่าอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ทั่วโลกอยู่ที่ 8.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยประเทศที่มีอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ขนาดใหญ่ที่สุดของโลก ก็คือ สหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าราว 3.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมีสัดส่วนกว่า 42% ของโลก และปี 2563 มูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนความเป็นผู้นำโลกได้อย่างชัดเจน และคาดว่า จะเติบโตแตะ 6.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2571

4 เหตุผลลงทุนหุ้นเฮลท์แคร์ อุ่นใจได้

ทำไมอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ของสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่มากเป็นอันดับ 1 ของโลก?

1.เนื่องจากตลาดแรงงานของสหรัฐฯ สัดส่วน 1 ใน 8 ของชาวอเมริกัน ทำงานในธุรกิจสุขภาพ และมูลค่าอุตสาหกรรมคิดเป็น 18% ของ GDP หรือเรียกได้ว่า อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์เป็นนายจ้างรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ มีมากกว่า 784,000 บริษัท

2. อัตราค่าใช้จ่ายต่อหัวของชาวอเมริกันที่ต้องจ่ายเงินให้ธุรกิจบริการสุขภาพสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก อยู่ที่ 12,530 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี ในปี 2563 ทิ้งห่างจากอันดับ 2 อย่างนอร์เวย์กว่า 1 เท่าตัว และเงินจำนวนนี้ก็มากกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั่วโลกเช่นเดียวกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจเฮลท์แคร์ของสหรัฐฯ จึงสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างมาก เพราะมีการผูกขาดสูง

โดยเฉพาะธุรกิจโรงพยาบาลและคลินิกแพทย์เฉพาะทาง ซึ่งการผูกขาดนี้ทำให้ราคาค่าใช้จ่ายในโรงพยาบาล รวมไปถึงค่าบริการทางการแพทย์เฉพาะทางของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2559-2563 ขยายตัวเร็วกว่า GDP สหรัฐฯ ที่ +2.8%

3. โครงสร้างทางสังคมทั่วโลกที่เปลี่ยนแปลงไป มนุษย์มีอายุยืนยาวมากขึ้น ตามวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ทำให้คนเจนเนอเรชัน Baby Boomers ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี มีสัดส่วนสูงมากขึ้นในหลายๆ ประเทศทั่วโลก

รวมทั้งในสหรัฐฯ ซึ่งพวกเขาต้องการระบบสาธารณสุขที่ดี เพื่อไม่เจ็บไข้ได้ป่วยและมีอายุยืนยาว Baby Boomers ในสหรัฐฯ มีสัดส่วนสูงมาก และกำลังสมัครเข้าโครงการ Medicare ของรัฐบาล นี่คือ โอกาสเติบโตในระยะยาวของธุรกิจเฮลท์แคร์ เพราะคนเจนเนอเรชันต่อๆ ไป( เจน X และ Y) ก็ต้องมีอายุมากขึ้นตามไปเช่นเดียวกัน

Morgan Stanley สถาบันการเงินชั้นนำของโลก คาดการณ์สัดส่วนประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปของสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้น +23% ในปี 2568 ตัวเลขนี้จะสะท้อนให้เห็นว่า ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพ หรือ Healthcare Spending ต่อ GDP มีโอกาสเติบโตเฉลี่ย +5.3% ในช่วงปี 2564-2571

ศูนย์บริการด้านสุขภาพของสหรัฐฯ (CMS) คาดว่า ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพจะมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นทุกปี อาจจะมีสัดส่วนสูงถึง 26% ต่อ GDP ของสหรัฐฯ ในปี 2583

อีกทั้งตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา บริษัทยาในสหรัฐฯ ถือเป็นผู้นำของโลกในการแก้วิกฤตโรคระบาด Covid-19 ด้วยการคิดค้นและพัฒนายาและวัคซีน พร้อมทั้งรัฐบาลยังอัดฉีดเงินสนับสนุนเพื่อเอาชนะโรคร้ายนี้ด้วย ยิ่งแสดงถึงความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมเฮลท์แคร์

4. สหรัฐฯ ใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาต่อยอดกับอุตสาหกรรมการแพทย์ได้ดี เช่น เทรนด์ Telehealth บริการทางการแพทย์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่ปี 2563 เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการใช้บริการโรงพยาบาลและบุคลากรสนับสนุนทางการแพทย์ได้ จากงานวิจัยของ McKinsey พบว่า ผู้บริโภคในสหรัฐฯ หันมาใช้บริการ Telehealth เพิ่มขึ้น +46% ในปี 2563

ทำให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ก็เริ่มก้าวเข้าสู่ธุรกิจเฮลท์แคร์ เช่น Apple มีนาฬิกาเพื่อสุขภาพอย่าง Apple Watch บริษัท Amazon ก็เข้าเทคโอเวอร์ PillPack ร้านขายยาออนไลน์ในสหรัฐฯ

และล่าสุด เมื่อเร็วๆนี้ เพิ่งเข้าซื้อ One Medical ผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้านการนัดหมายแพทย์ การออกใบสั่งยา และการเก็บข้อมูลด้านการแพทย์รายบุคคล โดยมูลค่าการเข้าซื้อครั้งนี้อยู่ที่ 3,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

บริษัท Microsoft เข้าซื้อกิจการ Nuance Communications ผู้พัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในโรงพยาบาลสหรัฐฯ แม้แต่บริษัท Google เองก็เข้าซื้อกิจการของ Fitbit นาฬิกา Smart Watch เพื่อสุขภาพ และบริษัท Walmart ก็เปิดคลินิก Walmart Health

คำว่า ‘เฮลท์แคร์’ ขยายความจากการดูแลสุขภาพทั่วไป สู่การดูแลสุขภาพในโลกดิจิทัล เช่น Electronic Health Record เทคโนโลยีการแชร์ข้อมูลทางการแพทย์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล Wearables เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับสวมใส่ ที่ช่วยในการดูแลสุขภาพ

ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ธุรกิจเฮลท์แคร์ของสหรัฐฯ เติบโตสูงเฉลี่ยที่ +5.4% ต่อปีในช่วงปี 2563-2571 นอกจากนี้ อุตสาหกรรมสุขภาพ ก็ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงพยาบาล ยา วัคซีน และการรักษาโรคเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ ที่จะมาพัฒนาให้การดูแลสุขภาพนั้นเป็นเรื่องที่ง่ายและเข้าถึงผู้คนทั่วโลกมากขึ้น

หุ้นเด่น ‘ธีมเฮลท์แคร์’ ผลตอบแทนชนะตลาด

‘หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ’ มีธุรกิจที่หลากหลายและไม่หยุดอยู่กับที่ เช่น กลุ่มผลิตยา กลุ่มวิจัยและพัฒนายา กลุ่มเครื่องมือการแพทย์ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มประกันสุขภาพ และกลุ่มเทคโนโลยีการแพทย์

บริษัทเฮลท์แคร์สัญชาติอเมริกัน กำลังครองส่วนแบ่งตลาดของธุรกิจเฮลท์แคร์ทั่วโลก เพราะมีห่วงโซ่อุปทานมากกว่า 784,000 บริษัท และมากกว่า 1,000 บริษัทอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่สำคัญ คือ บริษัทส่วนใหญ่มีธุรกิจกระจายในหลายๆ ประเทศ

จาก 1,000 บริษัทเฮลท์แคร์ในตลาดหุ้นนิวยอร์ก (NYSE) และ Nasdaq พบว่า มี 65 บริษัทที่อยู่ในดัชนี S&P500 และถูกแยกมาอยู่ในดัชนี S&P500 Health Care (Sector) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 13-14% ของดัชนีหลัก

ข้อมูลจาก S&P Global มาร์เก็ตแคปของดัชนี S&P500 Health Care (Sector) ณ 29 กรกฎาคม 2565 อยู่ที่ 5.11 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดัชนี S&P500 มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 36.64 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวอย่างหุ้นสุขภาพสหรัฐฯ ที่อยู่ในดัชนี S&P500 และเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ครอบคลุมในหลายๆ ธุรกิจย่อย ได้แก่ AbbVie , Gilead Sciences, Johnson & Johnson , Merck & Co , Pfizer , Regeneron Pharmaceuticals ซึ่งเป็นผู้ผลิตยารายใหญ่ของโลก

รวมถึง Moderna ที่เป็นผู้ผลิตวัคซีนจากจีโนมิกส์ที่แจ้งเกิดโด่งดังจากวัคซีน Covid-19 และยังมี Abbott Laboratories , Baxter International , Dexcom ที่เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์ และ Thermo Fisher Scientific เป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ด้านชีววิทยาศาสตร์ รวมไปถึงธุรกิจประกันสุขภาพ อย่าง Cigna , UnitedHealth Group เป็นต้น

หากมองถึงผลตอบแทนของหุ้นสุขภาพเป็นอย่างไรบ้างนั้น ผมขอนำข้อมูลตัวอย่างของ Jitta Wealth ที่เลือกดัชนี S&P500 Health Care (Sector) มาเป็นดัชนีเปรียบเทียบสำหรับแผน Jitta Ranking หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ ซึ่งยึดหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า (VI) ใช้ AI และอัลกอริทึมมาสแกน ‘หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ’ ที่มีงบการเงินแข็งแกร่งและราคาหุ้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

เมื่อวัดผลตอบแทนจากการทำ Back Test ย้อนหลัง 10 ปี ตั้งแต่ 2555-2564 พบว่าผลตอบแทน Jitta Ranking หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ เฉลี่ยต่อปี +22.00% เมื่อทบต้นรวม +635.76% ส่วนดัชนี S&P500 Health Care (Sector) ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี +16.57% เมื่อทบต้นรวม +363.18%

คุณจะเห็นว่า ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีและผลตอบแทนรวมของ Jitta Ranking หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ ชนะดัชนี S&P500 Health Care (Sector) ได้สูงมาก สะท้อนหลักการลงทุนระยะยาว ผ่านการเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพดี กระจายความเสี่ยงได้ดี พร้อมกับการปรับพอร์ตอย่างมีวินัย คุณก็สามารถสร้างมั่งคั่งตามสไตล์ Warren Buffett ได้จากหุ้นเฮลท์แคร์

ทั้งนี้ บริษัทเฮลท์แคร์ในดัชนี S&P500 Health Care (Sector) เป็นบริษัทขนาดใหญ่มีมาร์เก็ตแคปสูง สำหรับ Jitta Ranking หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ เป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่กำลังพัฒนายา วัคซีน วิธีการรักษาโรค และนวัตกรรมเฮลท์แคร์ใหม่ๆ และมีรายได้เติบโตสูง มีแนวโน้มไปได้ไกลในอนาคต เช่น

บริษัท Fulgent Genetics เป็นผู้พัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีการแพทย์ ,บริษัท AdaptHealth บริษัทจัดทางเลือกรักษาพยาบาลจากที่บ้าน ,บริษัท Repligen เป็นบริษัทนวัตกรรมทางชีวภาพ ,บริษัท Exelixis เป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพด้านเนื้องอกวิทยา ,บริษัท Tandem Diabetes Care ผู้ผลิตเครื่องมือการแพทย์ ,บริษัท DexCom ผู้ให้บริการควบคุมโรคเบาหวานผ่านนวัตกรรมใหม่ , บริษัท Zynex ผู้ผลิตเครื่องมือทางการแพทย์ ,บริษัท Cara Therapeutics เป็นบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ เป็นต้น

นี่คือ ตัวอย่าง 10 หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ ตามแผน Jitta Ranking ซึ่งหลายๆ บริษัทมีงบการเงินที่แข็งแกร่ง รายได้และกำไรขั้นต้นเติบโตอย่างต่อเนื่อง 3 ปีติดต่อกัน บางบริษัทส้มหล่นในช่วง Covid-19 งบการเงินโตกระฉูด

เพราะธุรกิจเฮลท์แคร์ เป็นธุรกิจเมกะเทรนด์ที่ไม่มีวันตาย ไม่ว่าอยู่ในภาวะปกติ วิกฤต หรือสงคราม อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ก็สามารถยืนหยัดได้ดี เพราะอยู่บนความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ที่มีความต้องการอยู่เสมอ นอกเหนือจากเรื่องของการรักษาเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วผู้คนทั่วโลกตื่นตัวในการดูแลสุขภาพหลังวิกฤต Covid-19 ยิ่งผลักดันให้อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์ที่มีความน่าสนใจมากขึ้นไปอีก

ในอีกแง่หนึ่ง ธุรกิจที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ยังไปต่อได้เสมอ ไม่ใช่ว่า เมื่อยาแพงขึ้น คุณจะใช้บริการน้อยลง หรือยาถูก คุณจะใช้บริการมากขึ้น หากแต่ถ้าเวลาที่คุณเจ็บป่วย หรือต้องการดูแลสุขภาพ ก็ถือว่าเป็น ‘ค่าใช้จ่ายจำเป็น’ ที่เต็มใจจ่าย และพร้อมที่จะจ่ายเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเอง

ถือว่าเป็นอุตสาหกรรมที่มีอำนาจในการต่อรองกับผู้บริโภคสูงมาก เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตทุกช่วงวัยตั้งแต่เกิดจนตาย ยืนอยู่บนพื้นฐานของปัจจัยที่ 4 จึงเป็นธุรกิจที่มีความยั่งยืน และเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว

คุณรู้หรือไม่ว่า หุ้นสุขภาพ หรือ Healthcare เป็นสินทรัพย์อันดับต้นๆ ที่นักลงทุนทั่วโลกเก็บไว้เป็น Wishlist

แท็กที่เกี่ยวข้อง

จิตตะ เวลธ์