เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
Automotive GWM เพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ หลังผลิตชดเชย EV 3.5 ครบเป็นรายแรก
ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง-พระราชินี ทรงเปิดงาน “โครงการหลวง 57“ ทอดพระเนตรกุหลาบ “ควีนสุทิดา”
เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
Columns เปลี่ยนหงส์ไม่ง่าย
‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
Real Estate ‘ล้ำฤทธิ์’ ปั้น ‘ดิ โอทู แบงค็อก’ สปอร์ต-เวลเนสคอมเพล็กซ์ครบวงจร
หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
Finance หาเงินเก่ง กับรักษาเงินเก่ง
สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ข่าวในพระราชสำนัก สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมพระราชินี เสด็จฯ เปิดงานวันสตรีไทย 69
ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
Politics ศุภมาส สั่งคุมเข้มแพลตฟอร์มออนไลน์ ดันกฎหมายร่วมเยียวยาผู้บริโภค เล็งเปิดทางฟ้องแบบกลุ่ม
‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
Business ‘เซ็นทารา’ รุก รร.ลักเซอรี่ เปิด ‘รีเซิร์ฟกระบี่’ ธ.ค.นี้
นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
Politics นายกฯ ลั่นไม่หนุนลดโทษฆาตกรอุกอาจ ขอโทษชาวรัสเซีย ยันภาพรวมไทยยังปลอดภัย
คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
Finance คปภ. ประสาน “ซมโปะ ประกันภัย” ใกล้ชิด ดูแลสิทธิผู้รับผลประโยชน์ “ฮลุน โซโล่”
ดูทั้งหมด

ซีอีโอ บล.ทิสโก้ กาง 5 ปัจจัย เชื่อหุ้นไทย 6-12 เดือนข้างหน้า ยังเป็นขาขึ้น

20 ก.ย. 2565 | 19:19น.
ไพบูลย์ นลินทรางกูร

‘ไพบูลย์ นลินทรางกูร’ ซีอีโอ บล.ทิสโก้ กาง 5 ปัจจัย เชื่อตลาดหุ้นไทย 6-12 เดือนข้างหน้า “ยังเป็นขาขึ้น” แนะภาวะแบบนี้ลงทุนต้องระมัดระวังสูง หุ้นที่น่าลงทุนยังเป็นหุ้น domestic plays ที่ปันผลสม่ำเสมอและมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลสูงขึ้น

วันที่ 20 กันยายน 2565 นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า

หุ้นไทยจะไปต่อไหม ?

คนที่ไม่ได้ติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดทุนโลกอย่างใกล้ชิด อาจไม่ทราบว่าปีนี้เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยมีผลงานที่ outperform เกือบทุกตลาดหุ้นในเอเชีย

ถึงแม้ SET Index ปรับลดลง 1% นับจากต้นปี แต่ต้องถือว่าเป็นผลงานที่เด่นมาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่ลดลงเฉลี่ย 21% และตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศ Emerging Markets ที่ลดลง 24%

มีเพียง 10 ตลาดหุ้นที่มีผลงานดีกว่าไทยในปีนี้

เหตุผลที่ทำให้ตลาดหุ้นส่วนใหญ่อยู่ในขาลง มาจากเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 40 ปี ในสหรัฐและยุโรป ส่งผลให้ทั้งเฟดและ ECB ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

ความเชื่อมั่นของนักลงทุนยังถูกบั่นทอน จากค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งสุดในรอบ 20 ปี สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ยืดเยื้อกว่าคาด และนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน ที่ซ้ำเติมภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

ยังมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจสหรัฐอาจเข้าสู่ภาวะถดถอย จากการที่เฟดอาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสูงถึง 4.5-5.0% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้กลับสู่ระดับเป้าหมายที่ 2%

ภาวะ Inverted Yield Curve ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ รุ่น 2 ปี และ 10 ปี ที่นานติดต่อกันหลายเดือน คือสัญญาณที่ชี้ชัดถึงความเสี่ยงของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย

นอกจากนั้น ยุโรปกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานที่น่าเป็นห่วง รวมทั้งทิศทางเศรษฐกิจจีนยังประเมินได้ยาก ตราบใดที่ยังไม่ยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์

ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ เหล่านี้ ส่งผลให้นักลงทุนยังไม่รีบร้อนกลับเข้าตลาดหุ้น

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมตลาดหุ้นไทยยังยืนอยู่ได้ ทั้งที่เงินเฟ้อของไทยก็แตะระดับเกือบ 8% เงินบาทก็อ่อนสุดในรอบ 16 ปี และเศรษฐกิจไทยก็ขยายตัวแค่ 2.5% ในไตรมาสสอง

ปัจจัยสำคัญ นอกจากความมั่นคงโดยรวมของระบบเศรษฐกิจไทย คือผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและชะลอตัว และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว

กำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนขยายตัวได้เกินคาดที่ 15% YoY ในไตรมาสสอง และเพิ่มขึ้นถึง 35% จากไตรมาสหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นกำไรรายไตรมาสที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และไม่ใช่แค่บริษัทในกลุ่มพลังงานเท่านั้นที่มีผลประกอบการที่ดี แต่เกือบทุกอุตสาหกรรมมีกำไรที่เติบโตขึ้น

การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่น และสร้างจุดขายให้ตลาดหุ้นไทย โดยเฉพาะกับกองทุนต่างชาติ นับจากต้นปี เม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยแล้วถึง 158,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าซื้อรายปีที่สูงที่สุดใน 17 ปี

แล้วแนวโน้มตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป?

ในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น บวกกับปัจจัยเสี่ยงจำนวนมากอย่างในปัจจุบัน คงยากที่จะเห็นตลาดหุ้นไหนก็ตามให้ผลตอบแทนที่สูงเหมือนในภาวะปกติ แต่ผมเชื่อว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นในระยะ 6-12 เดือนข้างหน้า ด้วยเหตุผลดังนี้

1.แม้เฟดจะเริ่มดูดเงินออกจากระบบผ่านการทำ QT แต่คงต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี กว่าที่สภาพคล่องในตลาดการเงินโลกจะกลับสู่ระดับก่อนเกิดโควิด กองทุนทั่วโลกยังจำเป็นต้องลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างผลตอบแทน ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงเป็น safe haven ของนักลงทุนต่างชาติ

2.เงินบาทน่าจะใกล้ peak และมีโอกาสกลับมาแข็งค่า โดยได้อานิสงส์การฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว บวกกับราคาน้ำมันดิบที่เริ่มเข้าสู่ขาลง ตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวดีขึ้นในช่วงเงินบาทแข็งค่า

3.แนวโน้มเงินเฟ้อในประเทศยังไม่น่าห่วง เนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจไทยยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ และราคาพลังงานที่เริ่มลดลง ช่วยลดแรงกดดันราคาสินค้าได้ค่อนข้างมาก

4.เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่เร่งขึ้นจาก 3.1% ในปีนี้ เป็น 4.1% ในปีหน้า ผลพวงจากภาคท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเติบโตเกินเท่าตัว สวนทางกับเศรษฐกิจโลกที่มีทิศทางชะลอตัวลง

5.ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทย ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ที่ดี และ valuations ของตลาดหุ้นไทยที่ 13.7 เท่า (P/E ปี 2023) ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 15 เท่า

แน่นอน ในภาวะแบบนี้ การลงทุนยังต้องทำด้วยความระมัดระวังสูง หุ้นที่น่าลงทุนยังเป็นหุ้น domestic plays ที่ปันผลสม่ำเสมอ และมีแนวโน้มจ่ายเงินปันผลสูงขึ้น

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้นไทย