เก็บภาษีขายหุ้น ชนวนเหตุซ้ำเติมตลาดทุนไทย หวั่นเสียแชมป์ไอพีโอ

หลังจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายนที่ผ่านมา มีมติรับหลักการเห็นชอบการจัดเก็บภาษีขายหุ้น ซึ่งจะมีผลในข่วงกลางปีหน้า หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า การดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นชนวนเหตุที่จะกระทบต่อสภาพคล่องตลาดหุ้นไทย ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกกำลังจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

วันนี้ Prachachat Wealth เล่าเรื่องการลงทุนจะไปร่วมพูดคุยกับ “คุณทอม-ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด และอดีตประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย

Q: อยากให้ช่วยวิเคราะห์การจัดเก็บภาษีขายหุ้นอีกสักรอบหนึ่งครับ

หลังจากวิเคราะห์มาแล้ว 3 ปี (หัวเราะ) เหมือนเดิม ๆ ผมยังไม่เห็นด้วยเหมือนเดิมนะครับ ก็คิดว่ามันน่าจะส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องอย่างมีนัยสำคัญ อย่างที่เคยพูดไปแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งวันนี้ซื้อขายกัน ประมาณ 40-50% ในแต่ละวัน

ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้จะมีต้นทุนในการซื้อขาย รวมภาษีตรงนี้เข้าไปจะเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัว ซึ่งก็แน่นอนย่อมทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนของเขาอาจจะลดลงได้ เขาก็อาจจะทบทวนใหม่

และถามว่า แล้วสภาพคล่องลดลงจะมีปัญหาอะไร มันก็กระทบกระเทือนทุกคน เวลาสภาพคล่องที่ลดลง นักลงทุนทั่ว ๆ ไป เวลาจะซื้อของมันก็ไม่คล่องตัวเท่าเดิม และโดยเฉพาะภาคธุรกิจเวลาจะระดมทุน ไม่ว่าจะเป็นการออกไอพีโอ จะออกหุ้นใหม่อะไรแบบนี้ หรือจะระดมทุนเพิ่มเติม มันก็จะกระทบไปหมด เพราะว่าสภาพคล่องมันลด การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็อาจจะทำได้ไม่ง่ายเหมือนเดิม

ดังนั้น “สภาพคล่อง” มันคือ “หัวใจของตลาดหุ้น” ผมก็คิดว่าประเด็นนี้ก็เป็นประเด็นที่สำคัญ

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของไทมิ่ง ผมก็ยิ่งมองว่ามันไม่เหมาะสม มาทำในช่วงที่ปีหน้าเป็นปีที่เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอย่างรุนแรง และสหรัฐมีโอกาสถดถอย ยุโรปมีโอกาสถดถอย ดอกเบี้ยก็สูง เงินเฟ้อก็สูง สงครามก็ยังไม่ยุติ โควิดก็ยังเอาแน่ไม่ได้ คือทั้งหมดยิ่งเป็นการซ้ำเติม

Advertisement

และโดยเฉพาะถ้าเราดูสภาพคล่อง อย่างเมื่อวันที่ 28 พ.ย. 65 เทรดกันแค่ 38,000 ล้านบาท ยังไม่ได้ทำอะไร สภาพคล่องก็ไปแล้ว และตอนศึกษาเรื่องพวกนี้ ผมเชื่อว่าเขาคงทำกันประมาณตลาดหุ้นเทรดกันวันละแสนล้านบาท เมื่อปีที่แล้ว วันนี้มันเหลือ 3-4 หมื่นล้านบาท ก็น่าเป็นห่วงนะครับ

แต่แน่นอนมันคงไม่ได้เกิดขึ้นทันที เพราะว่านักลงทุนต่างชาติคงเตรียมตัว เตรียมวางแผนจะไปไหนต่อ อะไรยังไง ฉะนั้น ระยะถัดไปคงกระทบแน่นอนในแง่ของการพัฒนาตลาดทุนบ้านเรา

Q: แม้ว่าเขาจะเก็บปีแรก 0.05% มันก็ไม่มีผลบวกใช่ไหมครับ

ไม่มีอ่ะ คนก็รู้ว่าจะเก็บต่อ คือวันนี้นักลงทุนต่างชาติที่เป็นพวกโปรแกรมเทรดดิ้ง พวกระยะสั้น ๆ ซึ่งจริง ๆ เขาก็เป็นคนที่ซัพพลายสภาพคล่องเข้ามาให้มันเยอะแยะไปหมด ต้นทุนในการซื้อขายเขาต่ำกว่าภาษีครึ่งเดียวที่จะเก็บซะด้วยซ้ำ ฉะนั้น มันก็เพิ่มขึ้นเท่าตัวอยู่แล้ว ฉะนั้น อะไรก็ตามถ้าเกิดราคามันแพงขึ้นขนาดนั้น เขาก็ต้องไปทบทวนดูว่าเขาจะยังเทรดต่อ หรือไปเทรดที่อื่น

Q: ทิศทางภาษีตลาดหุ้นไหน ที่มีความน่าสนใจดึงดูดต่างชาติดีกว่า

คนจะถามอย่างนี้เยอะ แต่ว่าผมคิดว่าประเด็นหลัก ๆ ก็คือว่า ในความน่าสนใจในการลงทุนของประเทศไทยมันมีมากน้อยแค่ไหน คือวันนี้เราอาจจะโชคดีมีเรื่องท่องเที่ยว มันยังสามารถทำกำไรได้อยู่ แต่ว่าเป็นเรื่องของระยะสั้น ๆ

แต่ผมกำลังเป็นห่วงเรื่องระยะยาว ๆ มากกว่า ในแง่การพัฒนา ถ้าเราออกนโยบายที่มันไม่สอดคล้องกับที่นักลงทุนเขามองกันอยู่ มันก็อาจจะส่งผลกระทบได้ ก็ไม่อยากให้มันเป็นอย่างนั้น

Q: สภาธุรกิจตลาดทุนไทยจะมีการหารือใหม่ไหมครับ

มันหารือไม่ได้แล้ว บอกเขาไปหมดแล้ว บอกไปหลายปีแล้ว ตอนนี้ดูเหมือนเข้า ครม.แล้ว ก็คงไม่ชะลอแล้ว เหตุผลวันนี้ผมพูดไปหลายรอบ ตกร่องไปแล้ว เขารู้อยู่แล้ว แต่เลือกที่จะทำ ก็ไม่ว่ากัน แต่ภาษีที่เก็บได้คงไม่ได้เยอะเท่าที่เขาคาดหรอก เพราะสภาพคล่องวันนี้ลดลงไปตั้งเยอะ

Q: ดูโมเมนตัมตลาดหุ้นไทยในช่วงระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

ก็คงจะมีผลครับ คือถ้าเกิดกลุ่มนักลงทุนโปรแกรมเทรดดิ้งต่าง ๆ ถ้าหายไปกว่าครึ่ง ก็ทำให้ตลาดหุ้นไทยอาจจะเหลือแค่ 3-4 หมื่นล้านบาทกันจริง ๆ แล้ว ก็จะยุ่งเลย มันกลายเป็นตลาดที่เริ่มไม่มีสภาพคล่องที่น่าสนใจ จะกระทบกระเทือน เพราะเดิมเราก็มีความภูมิใจว่าสภาพคล่องเราเทรดกันวันละ 8 หมื่นล้านบาท 1 แสนล้านบาทต่อวัน เป็นที่หนึ่งในอาเซียนมา 5 ปี ถ้ามันลดลงไปเหลือ 3-4 หมื่นล้านบาท ก็จะยิ่งเหนื่อยในการที่จะชักชวนคนมาลงทุน

Q: จะลดแรงจูงใจให้บริษัทมาเข้าจดทะเบียน และทำให้เสียแชมป์ไอพีโอไหม

ก็เป็นไปได้ โดยเฉพาะไอพีโอที่เราอยากได้ พวกบริษัทเทคโนโลยีเรายังไม่ค่อยมีอยู่ เรายังมีความจำเป็นอยากจะทำโน่นทำนี่ อย่างที่ผมบอกคือไทมิ่งมันก็ไม่ใช่ เราอยู่ในการพัฒนา เราอยู่ในการที่อยากทำอะไรหลาย ๆ อย่าง อยากจะเป็นแหล่งระดมทุนให้สตาร์ตอัพ ให้เอสเอ็มอี ให้อะไรเยอะแยะไปหมดเลย

และไม่มีประเทศไหน วันนี้ที่อยู่ดี ๆ ลุกขึ้นมาเก็บภาษีตลาดทุน คือต้องทำตอนดี ๆ ตอนที่เราพร้อม ผมคิดว่าก็น่าจะฟังความคิดเห็นจากฝั่งตลาดทุนด้วย เท่านั้นเองนะครับ