ดอลลาร์แข็งค่า เหตุประท้วงในจีนหนุนแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัย

ภาพ : pixabay

ดอลลาร์แข็งค่า เหตุประท้วงในจีนหนุนแรงซื้อสกุลเงินปลอดภัย สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สภาผู้ส่งออกประเมินว่า การส่งออกของไทยในปี’66 จะขยายตัวได้ราว 2-3%

สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 6 ธันวาคม 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/12) ที่ระดับ 34.99/35.01 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/12) ที่ระดับ 34.75/77 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับภูมิภาค เนื่องจากดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่า หลังได้รับปัจจัยหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ ออกมาดีเกินคาด ส่งผลให้บอนด์ยีลต์ปรับตัวสูงขึ้น

ขณะที่ราคาทองในตลาดโลกปรับตัวลดลงมากจะเป็นแรงกดดันให้บาทอ่อนค่า กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยในวันศุกร์ว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรพุ่งขึ้น 263,000 ตำแหน่งในเดือน พ.ย. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ที่คาดการณ์ที่ระดับ 200,000 ตำแหน่ง ส่วนตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานพุ่งขึ้น 5.1% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 4.6% โดยตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงนับเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ นายชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออกประเมินว่า การส่งออกของไทยในปี’66 จะขยายตัวได้ราว 2-3% คิดเป็นมูลค่าราว 3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตแบบอัตราหน่วง โดยปีหน้ามีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตาคือ ประเทศจีนจะผ่อนคลายมาตรการโควิด-19 ได้มากน้อยเพียงใด เพราะจะมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเรื่องการเดินทาง และการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของหลายประเทศโดยเฉพาะสหรัฐ ขณะเดียวกัน สรท.ยังกังวลปัจจัยที่จะมีผลต่อการส่งออกของไทย เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก, ราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับสูง และการแข็งค่าของเงินบาท โดยมองว่า สินค้าในกลุ่มอาหารยังมีโอกาสจะเติบโตได้ดีในปีหน้า และเป็นแรงสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนภาคการส่งออกของไทย ในขณะที่สินค้ากลุ่มอื่นยังค่อนข้างมีความเสี่ยง

สำหรับการส่งออกในปี’65 คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 7-8% โดยมองว่าการส่งออกในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ มีแนวโน้มจะชะลอตัวจาก 3 ปัจจัยสำคัญ คือ การชะลอตัวของภาคการผลิตในสหรัฐอเมริกา, สหภาพยุโรป และจีน ค่าเงินบาทที่เคยเป็นแรงส่งสำคัญต่อภาคการส่งออก จะเห็นได้ว่าในช่วงเดือน พ.ย. และ ธ.ค.เงินบาทได้กลับมาแข็งค่าขึ้นจากก่อนหน้านี้ค่อนข้างาก และราคาน้ำมันในตลาดโลกยังทรงตัวสูง ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตยังอยู่ในระดับสูง ที่ขณะนี้มีการปรับตัวลดลง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.42-35.80 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.09/00 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (6/12) ที่ระดับ 1.0511/15 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/12) ที่ระดับ 1.0550/54 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร นางคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) กล่าวเตือนในวันที่ 2 ธ.ค.ว่านโยบายการคลังของรัฐบาลยุโรปบางประเทศ อาจนำไปสู่ภาวะอุปสงค์ส่วนเกิน พร้อมทั้งระบุว่านโยบายการคลังและนโยบายการเงินจำเป็นต้องสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืน

ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0482-1.0530 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0485/87 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (6/12) ที่ระดับ 138.36/39 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/12) ที่ระดับ 134.17/21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า จากตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 136.74-136.82 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 136.70/73 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

Advertisement

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -8.80/-8.30 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10.00/-7.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ