เงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง จากปัจจัยภายในประเทศ

เงินบาท ธนบัตร
Thai baht notes REUTERS/Athit Perawongmetha

เงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง จากปัจจัยภายในประเทศ จากความไม่แน่นอนทางการเมือง รวมถึงตัวเลขการส่งออกในเดือนพฤษภาคม 2566 ที่ลดลงถึง 4.6% นำเข้าหดตัว 3.4% และทำให้ไทยขาดดุลการค้า 1,849 ล้านเหรียญสหรัฐ 

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุเทพ รายงานสภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 28 มิถุนายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (28/6) ที่ระดับ 35.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (27/6) ที่ระดับ 35.26/27 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ซึ่งค่าเงินบาทอ่อนค่าจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก โดยในคืนที่ผ่านมา (27/6) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญคือ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 1.7% โดยปรับขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ -0.9% และมากกว่าในเดือนเมษายนที่อยู่ในระดับ 1.2%

ในส่วนของราคาบ้าน ทางผลสำรวจของ S&P Global พบว่า ราคาบ้านในสหรัฐปรับตัวลดลง 1.7% ในเดือนเมษายนเมื่อเทียบรายปี ซึ่งมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะหดตัว 2.5% แต่ต่ำกว่าในเดือนมีนาคมที่หดตัวอยู่ที่ 1.1%

ทางด้าน Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสหรัฐเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 109.7 ในเดือนมิถุนายน สูงกว่าระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ 104.0 ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 ยอดขายบ้านใหม่ในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 12.2% สู่ระดับ 763,000 ในเดือนพฤษภาคม ทั้งนี้ ตลาดยังคงจับตาความเห็นของประธานเฟด และประธานเฟดสาขาต่าง ๆ ถึงแนวโน้มและทิศทางในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไป

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในระหว่างวันค่าเงินบาทอ่อนค่าสู่ระดับ 35.58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน หลังจากที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการเปิดเผยแผนงานระบบนิเวศของอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ (New FX ecosystem) ที่จะดำเนินในช่วงครึ่งปีหลัง

โดยแผนงานคือจะมีการสนับสนุนให้ใช้เงินสกุลท้องถิ่นในการค้าขายระหว่างประเทศมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีการผ่อนคลายเกณฑ์การโอนเงินออกต่างประเทศให้มีความคล่องตัวขึ้น รวมถึงมาตรการที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวให้บริษัทและนักลงทุนต่างชาติ

เมื่อวานนี้ (27/8) ทางธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการเปิดเผยว่าการส่งออกของไทยหดตัว 4.6% เมื่อเทียบรายปี ส่วนทางด้านการนำเข้าหดตัว 3.4% ในขณะที่ดุลการค้าของไทยที่ขาดดุลกว่า 1,849 ล้านเหรียญสหรัฐ ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรมีมุมมองว่า การส่งออกของไทยในปี 2566 มีโอกาสหดตัวที่ 1.2% เนื่องมาจากอุปสงค์โลกที่ชะลอตัวลง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนที่ไม่มากเท่าที่ควร

ทั้งนี้ ค่าเงินบาทยังคงอ่อนค่าจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ในการเลือกประธานสภาจากกำหนดการณ์เดิมที่จะต้องเลือกในวันนี้ (28/6) แต่เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล ทำให้การเจรจาต้องเลื่อนออกไปอย่างไม่มีกำหนดและการไหลออกของเงินทุน โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.30-35.58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.56/57 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (28/6) ที่ระดับ 1.0946/47 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (27/6) ที่ระดับ 1.0943/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรยังคงมีแนวโน้มแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง

โดยนางคริสติน ลาการ์ด ประธาน ECB ได้กล่าวว่าเงินเฟ้อของยูโรโซนยังคงอยู่ในระดับสูง และมีแนวโน้มว่าจะยังคงสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ ECB มีโอกาสขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไป ทางด้านนายฟิลิป เลน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ ECB คาดว่าใน 2 ปีนี้ เงินเฟ้อของยูโรโซนน่าจะยังไม่ปรับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 2% โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0936-1.0952 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0950/51 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (28/6) ที่ระดับ 143.90/91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (27/6) โดยทางนายชุนอิจิ ซูซูกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังญี่ปุ่น กล่าวถึงการอ่อนค่าของเงินเยนว่า ถ้าหากค่าเงินเยนอ่อนค่ามากเกินไป ทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะมีการใช้วิธีดำเนินการอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 143.83-144.25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 143.88/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ตัวเลขจีดีพีไตรมาส 1/2566 (29/6) และดัชนีราคาเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนพฤษภาคม ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนมิถุนายนของยูโรโซน (30/6) และดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเดือนมิถุนายนของจีน (30/6), และตัวเลขปริมาณการนำเข้า-ส่งออก (ปีต่อปี) เดือนพฤษภาคมของไทย (30/6)


สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.8/-10.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.7/-6.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ