กรุงศรีฯมอง Q3 เงินบาทผันผวนสูง ชี้เฟดยุติดอกเบี้ย-กนง.ขึ้นสู่ 2.25%

กรุงศรีฯ มอง Q3 เงินบาทผันผวนสูง

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มองเงินบาทผันผวนสูง คาดไตรมาส 3/66 แกว่งในกรอบ 33.50-36.25 บาทต่อดอลลาร์ จับตา “วัฏจักรดอกเบี้ยเฟดใกล้ยุติ-ท่องเที่ยวฟื้นตัว หนุนรายได้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล-ความชัดเจนการเมือง” คาดสิ้นปีเงินบาทแข็งค่า 33.75 บาทต่อดอลลาร์ มอง กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 0.25% รักษา Policy Space แม้เงินเฟ้อลดลง พร้อมเสนอโซลูชั่นลูกค้าผ่าน 3 กลยุทธ์

วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 นางสาวรุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า แนวโน้มค่าเงินในไตรมาส 3/2566 ยังคงมีความผันผวน โดยเคลื่อนไหวในกรอบ 33.50-36.25 บาทต่อดอลลาร์ หรือมีค่ากลางเฉลี่ย 34.88 บาทต่อดอลลาร์ และภายในสิ้นปีอยู่ในกรอบ 32.35-35.25 บาทต่อดอลลาร์ หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 33.75 บาทต่อดอลลาร์

โดยปัจจัยสนับสนุนค่าเงินบาทในทิศทางแข็งค่าในช่วงที่เหลือนั้น มองว่าแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ซึ่งคาดว่าวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยใกล้ยุติแล้ว ซึ่งคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งจากระดับ 5.00-5.25% มาอยู่ที่ 5.50% และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งจะสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว สะท้อนจากไฟลต์บินจากจีนที่เพิ่มขึ้นจาก 150 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ มาอยู่ที่ 450 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ส่งผลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเป็นบวกได้ คาดทั้งปีอยู่ที่ 8,000 ล้านดอลลาร์

รุ่ง สงวนเรือง
รุ่ง สงวนเรือง

ขณะที่ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศจะมีความชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะสามารถช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนให้ไหลกลับเข้ามาในสินทรัพย์สกุลเงินบาท ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะถัดไปได้แก่ ทิศทางดอกเบี้ยโลกนำโดยเฟด และในไตรมาส 4 จับตาธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่จะกลับข้างนโยบายเศรษฐกิจในการยกเลิกหรือลดการควบคุมอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เพื่อดูแลค่าเงินเยน

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (RP) ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่าในการประชุมวันที่ 22 สิงหาคม 2566 นี้ มองว่า กนง.จะพิจารณาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ที่ระดับ 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.00% ไปอยู่ที่ 2.25% และจะคงไปถึงปี 2567 ทั้งนี้ แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนจะปรับลดลงมาอยู่ที่ 0.23% แต่ กนง.ยังส่งสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อ แม้ว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) จะเป็นบวกแล้วก็ตาม เนื่องจากต้องการเก็บกระสุนหรือเพิ่มขีดความสามารถในการทำนโยบาย (Policy Space) เพื่อรองรับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้า

“โจทย์ที่เราจะเจอก็คือ การรับมือดอกเบี้ยสูงยืดเยื้อ ซึ่งเป็นประเด็นที่ท้าทายต่อเนื่องมาจากปีก่อน แม้ว่าวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยโลกน่าจะใกล้ถึงจุดสิ้นสุด แต่ก็น่าจะยืนสูงอยู่อีกระยะหนึ่ง และเราคาดว่าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิดขึ้นในปีนี้ โดยตลาดมองว่าดอกเบี้ยเฟดจะจบ ณ สิ้นปีนี้ที่ 5.4% จากปัจจุบันที่ 5.1% ขณะที่ธนาคารมองในช่วงที่เหลือของปีเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ย หรือปรับขึ้นเพียง 1 ครั้งในอัตรา 0.25% และจะมองเห็นภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐชัดเจนขึ้น”

ทั้งนี้ หากมองไปข้างหน้าในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดการณ์ว่าแม้ธนาคารกลางชั้นนำของโลกยังยืนยันว่าการต่อสู้กับภาวะเงินเฟ้อยังเป็นเป้าหมายหลัก แต่จะเห็นว่าการคุมเข้มทางการเงินอย่างแข็งกร้าวในช่วงที่ผ่านมาจะบั่นทอนกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจนมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยการขึ้นอัตราดอกเบี้ยใกล้สุดทางแล้ว แต่อัตราเงินเฟ้อที่ลดลงช้าทำให้ดอกเบี้ยค้างอยู่ที่ระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง

ดังนั้น ธนาคารประเมินกรอบเงินบาทในระยะข้างหน้าในปี 2567 โดยไตรมาส 1/2567 ที่กรอบ 31.75-34.75 บาทต่อดอลลาร์ หรือค่ากลางอยู่ที่ 33.25 บาทต่อดอลลาร์ และไตรมาส 2/2566 ที่กรอบ 31.25-34.25 บาทต่อดอลลาร์ และค่ากลางอยู่ที่ 32.75 บาทต่อดอลลาร์

“ระดับความผันผวนของค่าเงินบาทยังอยู่ ซึ่งจะเห็นว่าในช่วงที่ผ่านมาการผันผวนอยู่ในกรอบค่อนข้างกว้าง แกว่งตัวราว 70 สตางค์ อย่างไรก็ดี กรอบที่เราให้ไว้น่าจะเอาอยู่”

นายฮิโรทากะ คุโรกิ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า กลุ่มงานโกลบอลมาร์เก็ตส์มุ่งนำเสนอโซลูชั่นทางการเงินเพื่อช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจของลูกค้าทุกกลุ่มผ่าน 3 มุมมองหลัก ซึ่งได้แก่ Digitalization, ESG และ AEC ในมุมมองแรก Digitalization กรุงศรีฯพร้อมที่จะช่วยลูกค้าทุกกลุ่มในการดูแลและบริหารจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนผ่าน FX Digital Platform ซึ่งครอบคลุมตลอดเส้นทางประสบการณ์ของลูกค้า ตั้งแต่การอัพเดตข่าวสาร การทำธุรกรรม จนถึงการยืนยันธุรกรรม โดยเริ่มต้นจาก Krungsri FX ซึ่งเป็นบัญชีทางการบน LINE แอปพลิเคชั่นที่ลูกค้าสามารถเช็กข่าวสารตลาดการเงินและประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

ฮิโรทากะ คุโรกิ
ฮิโรทากะ คุโรกิ

โดยมีการนำเสนอทั้งในรูปแบบของบทวิเคราะห์ และคลิปวิดีโอ หลังจากนั้น ลูกค้าสามารถเข้าใช้บริการแพลตฟอร์มต่าง ๆ ของธนาคาร ซึ่งได้แก่ FX@Krungsri โมบายแอปพลิเคชั่น และบนกรุุงศรีบิซออนไลน์ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม FX@Krungsri ซึ่งปัจจุบันได้ให้บริการแก่ลูกค้านิติบุคคลในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศมากถึง 28 สกุลเงินทั่วโลก

ลูกค้าสามารถตั้งคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติในราคาที่ต้องการเมื่อตลาดเคลื่อนไหวถึงราคาที่ตั้งไว้ และเมื่อทำธุรกรรม FX เสร็จสิ้นแล้ว ลูกค้ายังสามารถยืนยันธุรกรรมผ่านระบบ e-FX confirmation ได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่สาขา เพื่อยื่นเอกสารยืนยันธุรกรรม ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตลูกค้าง่ายขึ้น ประหยัดทั้งทรัพยากรและเวลาได้อีกด้วย

และในมุมมองที่สอง ESG (Environment, Social and Governance) ในเดือนที่ผ่านมา ธนาคารได้ออกตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) และตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล (Blue Bond) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยได้ระดมเงินทุนจาก IFC มูลค่า 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นจำนวนเงินที่ออกตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับ ESG สูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยเคยออกมา ในปี 2562 กรุงศรีฯประสบความสำเร็จในการออกตราสารหนี้ Women Entrepreneurs Bonds เป็นครั้งแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

ดังนั้น การออก Green & Blue Bond ในเดือนที่ผ่านมา จึงเป็นการเพิ่มการสนับสนุนธุรกิจของลูกค้าในด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกรุงศรีฯจะยังคงยึดมั่นพันธกิจในการสนับสนุนการขยายธุรกิจ ESG ของลูกค้าต่อไปในอนาคต


ในมุมมองที่สาม AEC (ASEAN Economic Community) ธนาคารกรุงศรีฯยังได้สนับสนุนการขยายธุรกิจของลูกค้าไปยังภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย การที่กรุงศรีฯเป็นสมาชิกของ MUFG ทำให้ธนาคารสามารถใช้เครือข่ายสาขาของ MUFG และธนาคารพันธมิตรที่ตั้งอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านในการให้บริการที่หลากหลายแก่ลูกค้าที่มีความต้องการในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศเพื่อการชำระเงินในภูมิภาค ทั้งนี้ กรุงศรีฯจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาการให้บริการ FX ที่มีคุณภาพ เพื่อสนับสนุนการขยายธุรกิจของลูกค้าไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่องในอนาคต”