ตลาดหลักทรัพย์ฯยกเครื่องกำกับตลาดหุ้น ทั้งกระบวนการครั้งใหญ่ ทยอยคลอดเกณฑ์ใหม่ ปี 2567 เริ่มขึ้นเครื่องหมาย C บริษัทรายได้น้อย-ขาดทุนติดต่อกันหลายปี-ผิดนัดชำระหนี้ เล็งใช้มาตรการเพิกถอน บจ. ฟรีโฟลตต่ำนาน
วันที่ 12 กันยายน 2566 นางสาวปวีณา ศรีโพธิ์ทอง รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า
ขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯได้มีการวางแนวทางการยกระดับการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ SET และ mai ทั้งกระบวนการ สืบเนื่องจากการเกิดเหตุการณ์เมื่อช่วงเดือน พ.ย. 2565 เป็นเหตุที่ทำให้ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในตลาดทุนทั้งหมด อาทิ ตลท. ก.ล.ต. และบริษัทหลักทรัพย์ ต้องหันกลับมามองตัวเองว่า สิ่งที่เรากำกับดูแลอยู่เพียงพอหรือไม่ มีอะไรต้องขันให้แน่นขึ้น หรือต้องทำอะไรเพิ่มเติม
ยกระดับกำกับทั้งกระบวนการ
ซึ่งขณะนี้แนวทางต่าง ๆ อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) โดยแต่ละแนวปฏิบัติที่จะออกมาจะดูจากสภาพเหตุการณ์ หากมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องรีบดำเนินการโดยเร็วที่สุด แต่ทั้งนี้จะดูความพร้อมในการปรับตัวของ บจ.ด้วย โดยเริ่มตั้งแต่กระบวนการ ดังต่อไปนี้
1.กระบวนการ Listing : ตลาดหลักทรัพย์ฯจะปรับคุณสมบัติบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนทั้ง SET และ mai ซึ่งเป็นจุดสตาร์ต แต่เหตุการณ์เมื่อเดือน พ.ย. 2565 กระบวนการตรงนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นหลัก แต่ต้องปรับเพราะเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงมานานพอสมควร
ยกตัวอย่าง เกณฑ์เข้า SET ปรับครั้งล่าสุดเมื่อปลายปี 2548 และปี 2550 ส่วนเกณฑ์เข้า mai เพิ่งปรับไปเมื่อปี 2560 ซึ่งถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวน
นอกจากนี้จะปรับให้การเข้าจดทะเบียนไม่ว่าทางใด New Listing, Backdoor Listing, Resume Trading จะต้องผ่านการพิจารณาแบบเดียวกัน จากปัจจุบัน Backdoor Listing ไม่ต้องผ่านด่าน ก.ล.ต. รวมถึงบริษัทที่เข้าเหตุอาจถูกเพิกถอน หากจะย้ายกลับมาเทรดใหม่ ควรจะดูคุณสมบัติเทียบเท่ากับการเข้าจดทะเบียนใหม่ด้วย
“สำหรับการปรับปรุงในส่วน New Listing เกณฑ์ของ mai กำไรสุทธิที่ดูแค่ปีเดียว ควรจะดูเพิ่มมากกว่านั้น โดยจะเพิ่มการพิจารณากำไรสุทธิรวม 2-3 ปี เพื่อให้เห็นความต่อเนื่องของความยั่งยืนของกำไร รวมถึงความหนาของส่วนทุน (Equity) ควรจะมากกว่าปัจจุบันที่อยู่ในระดับ 50 ล้านบาท สำหรับ mai และ 300 ล้านบาท สำหรับ SET”
ปรับลดทุนชำระแล้ว บจ.SET เพิ่มฟรีโฟลต บจ. mai
และในส่วนของทุนชำระแล้ว (Paid-up Capital) มีการถกกันอยู่ เพราะตามเทรนด์ใหม่อาจไม่ได้จำเป็นต้องใช้ทุนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นอาจมีการปรับลด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดหลักทรัพย์ SET ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเฮียริ่ง
ขณะที่อยู่ระหว่างทบทวนเปอร์เซ็นต์ฟรีโฟลต เพราะคล้าย ๆ กับจุดสตาร์ตที่จะบอกว่าของจะมีอยู่เท่าไรที่พร้อมจะหมุนในมือนักลงทุนรายย่อย โดยกำลังคิดกันว่าใน mai ที่ฐานทุนค่อนข้างต่ำ ไซซ์ค่อนข้างเล็ก ควรจะเพิ่มสัดส่วนตรงนี้ขึ้นไป จากเดิมที่กำหนดสัดส่วนฟรีโฟลตไว้ประมาณ 15% เพื่อให้มีจำนวนหรือปริมาณขั้นต่ำในจำนวนที่พอจะหมุนได้ แล้วไม่ทำให้เกิดสภาพคล่องที่น้อยและหมุนไม่ได้
20 บจ. ฟรีโฟลตต่ำ เสี่ยงถูกเพิกถอน
2.กระบวนการ Ongoing Obligations : ตลาดหลักทรัพย์ฯจะดูแลให้มีความเข้มงวดขึ้น แต่ไม่เป็นภาระกับบริษัทจดทะเบียนมากเกินไปนัก โดยจะเพิ่มสัญญาณเตือนให้นักลงทุนที่มากขึ้น จึงปรับปรุงเงื่อนไขการขึ้นเครื่องหมาย C บริษัทที่มีรายได้น้อย ขาดทุนติดต่อกันหลายปี ผิดนัดชำระหนี้ ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงิน และมีฟรีโฟลตน้อย
“สำหรับ บจ.ที่มีปัญหาฟรีโฟลตต่ำเป็นระยะเวลานาน โดยปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯใช้เกณฑ์กำกับในลักษณะที่เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มในอัตราที่เพิ่มขึ้นทุกปี แต่พบว่าไม่ค่อยมีความคืบหน้าในการแก้ปัญหา ถ้าจะแก้จริงส่วนใหญ่จะแก้ได้ในช่วง 2 ปี ซึ่งปัจจุบัน บจ. กลุ่มนี้มีอยู่ประมาณ 20 บริษัท
ตลาดหลักทรัพย์ฯจึงเล็งเห็นว่าควรใช้เกณฑ์ 2 สเต็ปคือ 1.ส่งสัญญาณเตือนภัยจัดเป็นกลุ่มเพิ่มเติม และควรจะต้องซื้อขายด้วยเงินสด และ 2.ใช้มาตรการเพิกถอนไปเลย” นางสาวปวีณากล่าว
จัดตั้ง Securities Bureau
3.กระบวนการ Trade Surveillance : ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเพิ่ม Volume Alert ช่วง auction (ดำเนินการขึ้นระบบแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2566) รวมถึงกำลังปรับปรุงเกณฑ์เพื่อให้สมาชิก (โบรกเกอร์) ชะลอการจ่ายเงินให้กับลูกค้าได้ หากต้องปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย
และตอนนี้ ก.ล.ต. ตลท. หรือสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (ASCO) มีการพูดคุยกันว่าจะร่วมกันจัดตั้ง “Securities Bureau” เพื่อให้รู้ว่าคน ๆ นี้มีวงเงินรวบรวมแล้วเท่าไร เพื่อจะเห็นฐานะการเงินที่แท้จริงของเขา และแต่ละโบรกเกอร์สามารถใช้ข้อมูลตรงนี้ไปใช้วิเคราะห์ได้ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการเรื่องนี้
รวมถึงกำลังศึกษาแนวทาง Auto Halt เมื่อ Trigger Parameter ที่กำหนด หมายความว่าถ้าเกิดทริกเกอร์ที่สำคัญควรจะหยุดทันที และก็ใช้เวลาช่วงหนึ่งในการดำเนินการอะไรบางอย่าง ซึ่งยังอยู่ระหว่างศึกษา
เพิ่มดีกรีเหตุเพิกถอน
4.กระบวนการ Delisting : ตลาดหลักทรัพย์ฯจะเพิ่มดีกรีเหตุเพิกถอน ซึ่งมี 2 ชั้นคือ 1.การเพิ่มเกณฑ์ลงไป และ 2.การเทกแอ็กชั่นกับเกณฑ์นั้นว่าควรเพิ่มความเข้มงวดการกำกับดูแลในจุดที่ถึงเกณฑ์ต้องถอนอย่างไรบ้าง
และ 5.กระบวนการ Escalation to Public : ตลาดหลักทรัพย์ฯจะยกระดับการเตือนแยกเครื่องหมาย C ตามเหตุที่แตกต่างกันในหลายประเภทที่บ่งบอกถึงความเข้มข้น ซึ่งกำลังคิดกันอยู่ว่าจะไปในแนวทางไหน
“คาดว่าเกณฑ์ใหม่ในส่วน New Listing อาจจะมีผลบังคับใช้ใน 2 ปีข้างหน้า ส่วนกระบวนการ Ongoing Obligations น่าจะบังคับใช้ได้ช่วงปี 2567 โดยในไตรมาสแรกปีหน้าคงต้องดูผลเฮียริ่งว่ามีความเห็นแตกต่างอย่างมีนัยหรือไม่” นางสาวปวีณากล่าว
“หยุดพักซื้อขายชั่วคราว” เพียงพอ
นางสาวปวีณากล่าวอีกว่า สำหรับการกำกับซื้อขายและการตรวจสอบเมื่อพบการกระทำความผิด ซึ่งดีกรีในการดำเนินการ ตลาดหลักทรัพย์ฯพยายามจะใช้จากอ่อนไปเข้ม เพราะการใช้ยาแรงตั้งแต่ต้นอาจจะไม่เหมาะ
ซึ่งน่าจะเห็นสัญญาณนี้จากการทำงานของตลาดหลักทรัพย์ฯเมื่อช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเคสหุ้นไอพีโอ หรือเคสที่มีความผิดปกติ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้วิธีการให้ข้อมูลกับนักลงทุน เพื่อให้ใช้ข้อมูลนั้นในการตัดสินใจซื้อขาย
อีกด้านหนึ่งคือ สัญญาณเตือนภัยที่เห็นจากข้อมูลบางอย่าง ตลาดหลักทรัพย์ฯจะให้ บจ.ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมกรณีมีข้อสงสัย และออกข่าวเตือนกรณีหุ้นมีการซื้อขายไม่ตรงตามสภาพปกติ
และมีการลงโทษไปจนถึงสั่งหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 1 วันทำการ (ปรับปรุงไปเมื่อเดือน เม.ย. 2565) ซึ่งบังคับไปแล้วประมาณ 2-3 บจ. โดยสิ่งที่เราเห็นคือ การซื้อขายกลับเข้าสู่สภาวะปกติ หมายความว่าพอเราใช้ยาแรงภาวะกลับมาปกติ
และการปรับเกณฑ์กำกับการซื้อขาย 3 ระดับ ก็พบว่าหุ้นที่เข้ามาตรการลดลง สภาพการซื้อขายไม่ได้รุนแรง ซึ่งถือว่ามาตรการเหล่านี้ “ยังเพียงพอ” ในการกำกับดูแล
“เรากำลังยกระดับการกำกับดูแลทั้งกระบวนการ เพราะฉะนั้นเวลาที่ดู จะไม่ได้ดูแค่เรื่องการสั่งหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 1 วันทำการ แค่เรื่องเดียว”