เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ จับตารอดูถ้อยแถลงประธานเฟด เพื่อประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมเดือนธันวาคม ขณะที่ปัจจัยในประเทศเงินเฟ้อปรับลดลง ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงมีทิศทางที่ดีขึ้น
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน 2566 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/11) ที่ระดับ 35.53/56 บาท/ดอลลาร์
อ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ที่ (6/11) ที่ระดับ 35.49/51 บาท/ดอลลาร์ ตามการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐที่ประการเมื่อคืนวันศุกร์ ออกมาต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี
โดยตลาดยังคงจับตารอดูถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) โดยเฉพาะนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินถึงแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด ซึ่งจะมีการจัดการประชุมอีกหนึ่งครั้งในวันที่ 12-13 ธันวาคม 2566
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ประจำเดือนตุลาคม 2566 โดยอยู่ที่ 107.72 ลดลง 0.31% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 25 เดือน นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2564 ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วไป 10 เดือนแรกของปี 2566 (ม.ค.-ต.ค.) เฉลี่ยอยู่ที่ 1.60% ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) หรืออัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน เดือน ต.ค. 66 อยู่ที่ 104.46 เพิ่มขึ้น 0.66% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน โดยเฉลี่ย 10 เดือนแรกของปี อยู่ที่ 1.41%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโดยภาพรวมยังคงมีทิศทางที่ดี ทั้งภาคการท่องเที่ยว การส่งออก รวมทั้งตัวเลข GDP นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2566 ไว้ที่ 1.0-1.7% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 1.35%
นอกจากนี้ปัจจัยภายในภูมิภาค สำนักงานศุลกากรจีน (GAC) รายงานว่า ยอดส่งออกเดือนตุลาคมของจีนปรับตัวลดลง 6.4% สู่ระดับ 2.748แสนล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบรายปีต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 3.3% ถือเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเดือนที่ 6 ส่วนยอดนำเข้าปรับเพิ่มขึ้น 3% สู่ระดับ 2.183 แสนล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบรายปี โดยจีนมีการนำเข้าสินค้าจากสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นกว่า 5% และจากประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้น 10.2% แต่จีนนำเข้าสินค้าจากสหรัฐลดลง 3.7%
ทั้งนี้จีนมียอดเกินดุลการค้าในเดือนตุลาคมอยู่ที่ระดับ 5.65 หมื่นล้านดอลลาร์ ลดลงจากระดับ 7.77 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้การค้าของจีนชะลอตัวลงยังคงมาจากอุปสงค์สินค้าและการบริการของจีนที่อ่อนแอลง โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.40-35.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.57/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/11) ที่ระดับ 1.0707/11 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (6/11) ที่ระดับ 1.0745/47 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ
โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติเยอรมนีรายงานว่า ยอดสั่งซื้อในภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนีเดือนตุลาคมปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 0.2% มากกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้และถือเป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 2 เมื่อเทียบรายเดือน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดสั่งซื้อจากต่างประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้น 4.2% ชดเชยยอดสั่งซื้อในประเทศที่ปรับลดลง 5.9%
ขณะที่ในไตรมาส 3/2566 ยอดคำสั่งซื้อหดตัวลงทั้งสิ้น 3.9% ทั้งนี้เศรษฐกิจของเยอรมนีหดตัวลง 0.1% ในไตรมาส 3/2566 ส่งผลให้เยอรนีเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย ขณะที่นักวิเคระห์คาดว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลงในระดับเดียวกันอีกครั้งในช่วงไตรมาส 4/2566 โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0690-1.0723 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0693/96 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (7/11) ที่ระดับ 150.11/14 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (6/11) ที่ 149.61/66 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ผลสำรวจจากจีบัน แบงก์ (Jibun Bank) ระบุว่า กิจกรรมภาคบริการของญี่ปุ่นชะลอตัวลงในเดือนตุลาคม
สะท้อนให้เห็นว่า ภาคบริการของญี่ปุ่นยังคงชะลอตัวและอาจเป็นแรงกดดันต่อแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนตุลาคมของญี่ปุ่น ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 51.6 จากระดับ 53.8 ในเดือนกันยายน จากอุปสงค์ที่อ่อนแอ โดยระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 149.91-150.49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 150.35/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ สต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนกันยายน (8/11), ถ้อยแถลงของประธานธนาคารกลางสหรัฐในวันพุธ (8/11) และวันศุกร์ (10/11), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (9/11), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขั้นต้นของสหรัฐ ประจำเดือนพฤศจิกายนจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (10/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.6/-9.5 สตางค์/ดอลลาร์ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -10-25/-8.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ