เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
บขส. ประมูลรถโดยสารมือสอง 122 คัน เริ่มต้น 2 แสนบาท พร้อมขายทอดตลาด 4 ส.ค.นี้
Biz Movement บขส. ประมูลรถโดยสารมือสอง 122 คัน เริ่มต้น 2 แสนบาท พร้อมขายทอดตลาด 4 ส.ค.นี้
นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สานต่อมิตรภาพ
Politics นายกฯ หารือประธานสภาประชาชนแห่งชาติจีน สานต่อมิตรภาพ
‘อนุทิน’ เยือนจีนวันสุดท้าย หารือ ‘ปธ.สภาฯ-นายกฯ จีน’ สักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ
Politics ‘อนุทิน’ เยือนจีนวันสุดท้าย หารือ ‘ปธ.สภาฯ-นายกฯ จีน’ สักขีพยานลงนาม MOU 15 ฉบับ
ไทยประกันชีวิต Read For Life ปีที่ 5 ปลุกวัฒนธรรมการอ่าน-สร้างโอกาสทางความรู้
SD ไทยประกันชีวิต Read For Life ปีที่ 5 ปลุกวัฒนธรรมการอ่าน-สร้างโอกาสทางความรู้
เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 14 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.69 บาท/ดอลลาร์ กังวลสงคราม
Finance เงินบาทแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 14 เดือนครั้งใหม่ที่ 33.69 บาท/ดอลลาร์ กังวลสงคราม
‘สีหศักดิ์’ ชี้ผล นายกฯ บินจีนยกระดับความร่วมมือทุกมิติ หวัง ‘สี จิ้นผิง’ เยือนไทยปีหน้า
Politics ‘สีหศักดิ์’ ชี้ผล นายกฯ บินจีนยกระดับความร่วมมือทุกมิติ หวัง ‘สี จิ้นผิง’ เยือนไทยปีหน้า
ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 64,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) คงที่ รูปพรรณบาทละ 64,850 บาท
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (20 ก.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
ทองคำวันนี้ (20 ก.ค.) แนวโน้ม ‘Sideways’ สงครามเดือดดันเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
Finance ทองคำวันนี้ (20 ก.ค.) แนวโน้ม ‘Sideways’ สงครามเดือดดันเงินเฟ้อ-ราคาน้ำมัน-ดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้น
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางสูงขึ้น
ดูทั้งหมด

โลกป่วน “ทอง” ขาขึ้นปี’67 แบงก์ชาติทั่วโลกแห่ตุน-ลุ้นราคาทำสถิติใหม่

20 ธ.ค. 2566 | 07:32น.

“ฮั่วเซ่งเฮง”ผู้ค้าทองเบอร์ 1 ของไทย วิเคราะห์ทิศทางราคาทองคำปีมังกร “ขาขึ้น” ต่อ ให้ปีหน้ากรอบ 1,850-2,150 เหรียญสหรัฐ มีโอกาสทำ All time High รับอานิสงส์เฟดจ่อลดดอกเบี้ย ขณะที่สงคราม-ความขัดแย้งการเมืองโลกสร้างความผันผวน ส่งผลราคาทองอยู่ในทิศทางขาขึ้น จับตาปัจจัยปีหน้าเลือกตั้งไต้หวัน จุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่ ขณะที่แบงก์ชาติทั่วโลกเดินหน้าตุนทองคำ ส่วนทองในประเทศปีหน้าเจอประเด็น “บาทแข็ง” กรอบราคาที่ 33,200-34,800 บาท “ฮั่วเซ่งเฮง” วางแผนยกระดับตลาดค้าทองของไทยสู่สากล

นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง ให้สัมภาษณ์พิเศษ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปี 2567 แนวโน้มราคาทองคำจะยังคงเป็น “ขาขึ้น” หลังจากปี 2566 ที่ผ่านมา ราคาทองโลก (gold spot) บวกขึ้นมาประมาณ 8% ในขณะที่ทองในประเทศบวกประมาณ 10% จากปัจจัยเงินบาทที่อ่อนค่า รวมถึงเรื่องของสงคราม ที่นอกเหนือจากสงครามระหว่างรัสเชียกับยูเครนแล้ว ยังมีสงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสอีก

“สถานการณ์สงครามที่เหมือนกับจะยืดเยื้อ จึงทำให้คนมอง นอกจากปัจจัยหลักด้านการเงินที่มองกันอยู่แล้วว่านโยบายการที่พยายามจะขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐในช่วงปีก่อนหน้า เพื่อสกัดเงินเฟ้อกำลังอยู่ในจุดที่จะไปได้ดี และมีแนวโน้มว่าวงจรการขึ้นดอกเบี้ยกำลังจะยุติ และกำลังจะเป็นดอกเบี้ยขาลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกกับราคาทอง พอมีเรื่องของสงครามมาผสม ก็เลยทำให้ราคาทองกระโดดขึ้นไปได้เร็ว ปีนี้จึงทำให้เกิดราคาทองที่เป็น All Time High”

ธนรัชต์ พสวงศ์
ธนรัชต์ พสวงศ์

เปิดปัจจัยหนุนราคาทอง

สำหรับปัจจัยที่หนุนราคาทองคำในปีหน้า ได้แก่ ปัจจัยบวกจากที่ธนาคารกลางต่าง ๆ ทั้งธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ มีแนวโน้มที่จะยุติดอกเบี้ยขาขึ้น จากภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอตัวลง

รวมถึงปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ซึ่งต้องติดตาม นอกเหนือจากเรื่องของอิสราเอลกับฮามาส เนื่องจากช่วงเดือน ม.ค. 2567 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีของไต้หวัน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ชาวโลกจับตาดูอยู่ เพราะเป็นการแข่งขันกันของพรรค DPP ฝั่งที่เป็นสังคมนิยมประชาธิปไตย ซึ่งน่าจะเป็นฝั่งที่ตะวันตกหนุนหลัง อีกฝั่งเป็นพรรคเก่าของก๊กมินตั๋ง ซึ่งเป็นฝั่งที่จีนสนับสนุน ดังนั้นหากผลออกมาฝั่งที่ซัพพอร์ตสังคมประชาธิปไตยชนะ ก็ต้องจับตาดูบทบาทของจีนว่าจะเข้มข้นขึ้นอย่างไร

ขณะที่ไต้หวัน ขึ้นชื่อเรื่องของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เซมิคอนดักเตอร์ที่ทั่วโลกกำลังต้องการ ดังนั้นจึงเป็นจุดที่ต้องจับตาว่าหากเกิดความไม่สงบขึ้น มีความขัดแย้งระหว่างประเทศตะวันตกกับจีน ก็อาจจะทำให้ราคาทองมีปัจจัยบวก

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ทั่วโลกพยายามจะลดบทบาทของเงินดอลลาร์สหรัฐ เห็นได้ชัดในหลายปีที่ผ่านมา โดยสัดส่วนของเงินสำรองระหว่างประเทศที่เป็นดอลลาร์อยู่ในจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 30 ปี นำโดยคู่ขัดแย้งตลอดกาลอย่างรัสเซียกับจีน ส่วนนี้ก็เป็นผลที่ทำให้ราคาทองเป็นบวก จากปัจจัยที่ดอลลาร์อ่อนค่าลง

จีนผู้ซื้อรายใหญ่อ่อนแรง

นายธนรัชต์กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันก็มีปัจจัยที่ต้องติดตามและระมัดระวัง คือ “เศรษฐกิจจีน” ซึ่งปีหน้าอาจจะไม่ดีเหมือนปีนี้ ทำให้ความต้องการทองคำ (ดีมานด์) จากฝั่งจีนอาจจะชะลอ เพราะนอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่กองทุน ETF ทองคำ ที่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีการลงทุนในทองคำลดลง โดยหลังจากเกิดสงครามอิสราเอลกับฮามาส พบว่ายอดถือครองทองคำอยู่ที่ประมาณ 800 ตัน ใกล้ ๆ กับช่วงก่อนโควิด ค่อย ๆ ทยอยปรับลดลงมา ซึ่งสะท้อนถึงการมองว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะเริ่มกลับมาเข้าสู่ภาวะที่ปกติขึ้น

“ปีหน้ายังต้องติดตามเรื่องตัวเลขต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินเฟ้อสหรัฐ ว่ามีการควบคุมได้ดีแค่ไหน อัตราการว่างงาน ตัวเลขแรงงาน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหลักที่จะมีผลต่อนโยบายทางการเงินที่จะส่งผลกับราคาทอง หากต้นทุนเงินเฟ้อยังสูงอยู่ โอกาสที่จะลดดอกเบี้ยเร็วก็น้อยลง แต่ตลาดคาดการณ์ว่าปีหน้ามีโอกาสที่สหรัฐจะลดดอกเบี้ยได้ 4-5 ครั้ง เริ่มต้นในเดือน พ.ค.เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ทองคำมีปัจจัยบวกต่อเนื่องจากไตรมาสแรก ที่ปกติเป็นช่วงเวลาที่ดีของทองอยู่แล้ว และมีช่วงซื้อในช่วงตรุษจีน ซึ่งต้องมาติดตามในไตรมาส 2 ว่าถ้าลดดอกเบี้ยแล้ว ทองจะได้รับผลบวกอย่างไร”

มองโอกาส All Time High

ปีหน้าราคาทองจะมีโอกาสทำ All Time High อีกหรือไม่ นายธนรัชต์ กล่าวว่า ฮั่วเซ่งเฮงให้กรอบปีหน้าประมาณ 1,850-2,150 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ไม่ได้ต่างจากปีนี้ที่ราคา All Time High ที่ 2,144 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ส่วนทองแท่งในประเทศให้กรอบราคาที่ประมาณ 33,200-34,800 บาทต่อบาททองคำ โดยรอบที่ผ่านมาราคาทองปรับขึ้นไปได้เร็วและแรง สาเหตุมาจากเรื่องสงครามอิสราเอลกับฮามาสเป็นหลัก ถ้าสงครามสงบลง คิดว่าราคาทองน่าจะปรับตัวลง แต่ปัจจัยพื้นฐานเดิมที่ดูอยู่ คือเรื่องการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางใหญ่ ๆ ซึ่งทุกคนก็โฟกัสไปที่เฟด

“มีแนวโน้มว่าเฟดจะไม่ขึ้นดอกเบี้ยแล้วจากจุดนี้ นอกจากจะอะไรเซอร์ไพรส์ตลาดจริง ๆ มุมมองปีหน้าเศรษฐกิจสหรัฐจะ Soft Landing เพราะว่าดูเหมือนอัตราเงินเฟ้อค่อย ๆ ถูกควบคุมได้ และกลับมาสู่วัฏจักรการปรับดอกเบี้ยขาลง ซึ่งก็คิดว่าจะเป็นปัจจัยบวกกับราคาทอง แต่ก็ไม่ได้มาก”

นายธนรัชต์กล่าวว่า ปีหน้ายังมองว่าราคาทองเป็นกรอบขาขึ้นอยู่ เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ได้ขึ้นมากเท่าปีนี้ เพราะปีนี้มีปัจจัยสงครามเข้ามาผลักดัน แล้วก็ปรับย่อลงมาได้เร็ว โดยกรอบบนที่ให้ไว้ที่ 2,150 เหรียญ จะไปถึงหรือไม่ ก็ขึ้นกับปัจจัยที่เข้ามาระหว่างปีด้วย ปัญหาระหว่างประเทศมหาอำนาจกับนโยบายที่แข็งกร้าวต่อกันเป็นสิ่งที่ต้องดู แต่ล่าสุดที่เห็นประธานาธิบดีของสองฝั่งจีน-สหรัฐพบกัน ทิศทางก็ดูเหมือนอาจจะไปในทางที่สงบขึ้น ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไม่สามารถคาดเดาได้

“ข่าวร้าย-ผันผวน” ดันราคาวิ่ง

เมื่อถามว่าทองคำชอบข่าวร้าย เพราะถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยทำให้ราคาวิ่ง นายธนรัชต์กล่าวว่า ทองชอบความผันผวน จะเป็นข่าวดี ข่าวร้ายก็ได้ แต่ถ้าผันผวนราคาก็จะวิ่ง แต่ถ้าข่าวเงียบ หรือไม่มีปัจจัยที่มากระตุ้น ก็ทำให้ตลาดนิ่ง

นายธนรัชต์กล่าวว่า ปีหน้าเงินบาทน่าจะแข็งค่าขึ้น เพราะว่าปีนี้อ่อนค่าลงค่อนข้างมาก แต่คิดว่าปีหน้าหากดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มทยอยปรับลดลง ก็จะทำให้เงินบาทน่าจะปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ต้องดูปัจจัยในภูมิภาคด้วย เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกกับเพื่อนบ้านด้วย แต่ก็หวังว่าเรื่องท่องเที่ยวจะดีขึ้น นักลงทุนเริ่มกลับเข้ามา ซึ่งเงินทุนที่กลับเข้ามาก็จะช่วยให้เงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นจากปีนี้ได้

“จากที่ราคาทองคำทำสถิติ All Time High ทำให้ช่วงครึ่งปีหลังวอลุ่มการซื้อขายเริ่มชะลอ เพราะทุกคนแห่มาขายหมดแล้ว เนื่องจากได้กำไรจากทั้งราคา Gold Spot ที่ขึ้น และค่าเงินบาทอ่อน ทำให้ทองแท่งในประเทศสูงสุด 34,400 บาท และยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนก็ยังไม่ได้เข้าซื้อขายในช่วงนี้ จะกลับเข้ามาซื้อใหม่ ราคาต้นทุนอาจจะยังสูงอยู่ จึงจะรอให้ย่อลงมาอีก ทั้งมองว่าหากปีหน้าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ก็อาจจะซื้อได้ถูกลงในปีหน้า”

ศก.ไม่ดีซื้อทองรูปพรรณลดลง

สำหรับพฤติกรรมการซื้อขายทองคำ นายธนรัชต์กล่าวว่า ถ้ากลุ่มที่ลงทุน พฤติกรรมเปลี่ยนไปพักหนึ่งแล้ว ปัจจุบันการเทรดผ่านมือถือยังเป็นเทรนด์อยู่ เพราะแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ หรือระบบการเชื่อมต่อธนาคาร การใช้โมบายแบงกิ้ง ได้รับความเชื่อมั่นจากนักลงทุนมากขึ้น

ส่วนทองรูปพรรณ การมาซื้อที่ร้านก็ยังเป็นที่นิยมอยู่ อย่างฮั่วเซ่งเฮง เราก็เพิ่งไปเปิดสาขาที่สีลม คอมเพล็กซ์ เพราะเชื่อว่าคนไทยก็ยังอยากเข้ามาพูดคุยหรือดูผลิตภัณฑ์ จึงมีจุดให้บริการลูกค้ามากขึ้น เพียงแต่ปีนี้สภาพเศรษฐกิจอาจจะไม่ได้เอื้ออำนวยมาก ในขณะที่ทองก็ราคาแพงขึ้น

“ช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี กำลังซื้อทองในฝั่งรูปพรรณก็จะลดลง เพราะว่าเป็นของฟุ่มเฟือยและเป็นเครื่องประดับมากกว่าการลงทุน จะซื้อให้เป็นของขวัญก็จะดูชิ้นเล็กไป แต่ถ้าจะซื้อชิ้นใหญ่ก็จะใช้เงินสูง”

โลกเปลี่ยน-ร้านทองต้องปรับตัว

อย่างไรก็ดี นายธนรัชต์ยอมรับว่า ร้านทองตู้แดงหายไปค่อนข้างเยอะ สาเหตุหนึ่งมาจากการซื้อขายทองยากขึ้น และอยู่ในรูปแบบการให้บริการที่เปลี่ยนไป ซึ่งคิดว่าสุดท้ายแล้วก็ไม่ได้ต่างจากธนาคารในต่างประเทศ ที่บริหารไม่ดีก็จะถูกควบรวมไปเรื่อย ๆ จนเหลือเฉพาะผู้เล่นที่เป็นรายใหญ่ หรือผู้เล่นที่พยายามปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย

“ก็เห็นใจผู้ประกอบการ ที่อยู่ ๆ ต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจ ก็ไม่ใช่เรื่องที่สนุก แต่ผมคิดว่าวิถีมันเปลี่ยน คิดง่าย ๆ ว่าตอนนี้การให้บริการซื้อขายทองเพื่อการลงทุน จากเดิมอยู่ตามร้านทองใกล้บ้าน แต่ทุกวันนี้เป็นออนไลน์หมด ก็เปลี่ยนแรงซื้อ ดังนั้นธุรกรรมการซื้อขายส่วนหนึ่งก็หายไป ผู้ประกอบการก็ต้องปรับเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนไป”

“ฮั่วเซ่งเฮง” ยกระดับธุรกิจ

นายธนรัชต์กล่าวว่า สำหรับทิศทางการขยายธุรกิจของกลุ่มฮั่วเซ่งเฮง จะขยายธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับทองคำ ที่มองว่าจะทำให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น รวมถึงในส่วนของโรงสกัดทองที่ทำอยู่แล้ว แต่ก็จะทำให้เป็นมาตรฐานสากลขึ้น เพื่อจะรองรับในการขยายตลาดในภูมิภาค ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย เป็นการรองรับบริการกับผู้ค้าทองอื่น ๆ และในประเทศอื่นด้วย

“เราพยายามจะสร้างสรรค์สิ่งที่เราคิดว่าประกอบร่างแล้วเป็นความมั่นคงในเรื่องของทองคำอย่างครบวงจรสำหรับนักลงทุน ซึ่งจะเป็นผู้ประกอบการค้าทองที่เป็นคู่ค้ากับเรา ซึ่งก็มีหลายมุมที่มองและพยายามจะสร้างพื้นฐานให้แข็งแรง”

โดยตลาดรีเทลอาจจะเป็นที่รู้จักในประเทศไทย แต่ในส่วนที่เป็นสากลก็มีคู่ค้าที่ทำการค้าด้วยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงอยากจะสร้างพื้นฐานที่ดีไว้ให้กับประเทศไทย เพราะว่าปีที่ผ่านมา ทางสภาทองคำโลก (World Gold Council) ก็เริ่มเข้ามาที่ประเทศไทย เพื่อที่จะสนับสนุนและพัฒนาการลงทุนทองในภูมิภาคนี้ ภูมิภาคนี้ถูกมองว่าเป็นจุดดีต่อธุรกิจค้าทอง สภาทองคำโลกจึงพยายามสนับสนุน ทำให้ผู้ประกอบการค้าทองต่างชาติเห็นถึงศักยภาพในภูมิภาคนี้ เราจึงต้องพยายามสร้างตัวเองให้เป็นมาตรฐานสากลที่มากขึ้นและเป็นที่ยอมรับกับผู้ค้า

แบงก์ชาติทั่วโลกแห่ตุนทอง

ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สภาทองคำโลก (WGC) เปิดเผยรายงานแนวโน้มตลาดทองคำปี 2567 (Gold Outlook 2024) ระบุว่า จากที่มีสัญญาณว่าเศรษฐกิจในหลายประเทศทั่วโลกอาจชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือซอฟต์แลนดิ้ง โดยมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น 65% แต่ก็ยังมีความเป็นไปว่าเศรษฐกิจโลกจะเผชิญภาวะถดถอย ประกอบกับสถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังจะมีการเลือกตั้งในปีหน้า ซึ่งรวมถึงสหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) อินเดีย และไต้หวัน จะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อทองคำเพื่อลดความเสี่ยงเช่นกัน

สภาทองคำโลกระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกได้เข้าซื้อทองคำเพิ่มในระบบทุนสำรองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และซื้อต่อเนื่องในปี 2566 ทั้งคาดว่าจะยังเดินหน้าซื้อทองคำต่อไปในปี 2567 โดยผลสำรวจล่าสุดของ WGC พบว่า ธนาคารกลางทั่วโลกจะซื้อทองคำเข้าสู่ระบบทุนสำรองอีก 24% ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า