ไทยประกันชีวิต กำไรนิวไฮ 9.7 พันล้าน จ่ายปันผล 0.50 บาท/หุ้น

ไทยประกันชีวิต กำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 9.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% รับกำไรรับประกันพุ่ง VONB เติบโต 5.4% พอร์ตลงทุนผลตอบแทนแจ่ม เบี้ยรับรวม 9 หมื่นล้าน ครองเบอร์ 2 บอร์ดเคาะจ่ายปันผล 0.50 บาท/หุ้น

วันที่ 1 มีนาคม 2567 นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI เปิดเผยว่า ในปี 2566 บริษัทมีมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ (Value of New Business : VONB) อยู่ที่ 7,325 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 5.4% จากปี 2565 มีอัตรากำไรของธุรกิจใหม่ (VONB Margin) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.1 จุด (มีอัตราถึง 62.8%)

ซึ่งสะท้อนถึงการดำเนินกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทมีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์สูงถึง 9,707 ล้านบาท หรือเติบโต 4.8% เป็นผลจากความสามารถในการทำกำไรจากการรับประกันภัยที่เติบโตถึง 12.5% เมื่อเทียบกับปี 2565

ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังคงชะลอตัว แต่บริษัทยังคงมีกำไรจากการลงทุน เนื่องจากพอร์ตการลงทุนของบริษัทมีการกระจายความเสี่ยงผ่านการลงทุนทั้งในประเทศและนอกประเทศ เพื่อให้เกิดผลตอบแทนที่ยั่งยืนแก่ผู้ถือหุ้น โดยพอร์ตการลงทุน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2566 มากกว่า 80% ของสินทรัพย์ลงทุนอยู่ในรูปแบบหนี้สินที่มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับกลุ่มน่าลงทุน

“บริษัทมุ่งเน้นการดำเนินกลยุทธ์การขายผ่านช่องทางที่หลากหลาย ซึ่งมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ในปี 2566 เติบโตทุกช่องทางการขาย โดยช่องทางตัวแทนประกันชีวิตมีประสิทธิภาพด้านการขายที่ดีขึ้น และมุ่งเน้นการขายผลิตภัณฑ์ที่ให้ผลกำไรอย่างยั่งยืน สะท้อนให้เห็นได้จากอัตรากำไรของธุรกิจใหม่ที่สูงขึ้นถึงระดับ 65.1% ส่วนมูลค่ากำไรของธุรกิจใหม่ของช่องทางพันธมิตรเติบโตสูงถึง 14.5% เนื่องมาจากความสำเร็จของกลยุทธ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่ร่วมมือกับพันธมิตรธนาคาร” นายไชยกล่าว

ด้านเบี้ยประกันภัยรับ บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกแบบคำนวณรายปี (Annual Premium Equivalent : APE) จำนวน 12,295 ล้านบาท และมีเบี้ยประกันภัยรับรวมสูงถึง 90,307 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 ตามข้อมูลส่วนแบ่งการตลาด คำนวณจากเบี้ยประกันภัยรับรวมของทั้งอุตสาหกรรมในปี 2566

จากผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องนั้น ส่งผลให้มูลค่าพื้นฐานของกิจการ หรือ Embedded Value ปรับตัวขึ้นอีก 10.6% จากปีก่อนหน้า เป็น 160,580 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 ขณะเดียวกัน บริษัทมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน หรือ CAR Ratio ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2566 อยู่ที่ 398% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดอยู่ที่ 140% เป็นไปตามนโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท ที่ให้ความสำคัญกับสถานะเงินทุนที่แข็งแกร่ง อันเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.50 บาทต่อหุ้น จากผลกำไรในปี 2566 ซึ่งในเงินปันผลจำนวนนี้ได้รวมเงินปันผลพิเศษในอัตรา 0.16 บาทต่อหุ้น เนื่องในโอกาสที่บริษัทได้เข้าร่วมอยู่ใน SET50 เป็นครั้งแรกในปี 2566 ซึ่งเงินปันผลจะจ่ายหลังได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น และสำนักงาน คปภ.เรียบร้อยแล้ว