Skip to content

กรุงศรีฯ ปักหมุดโตสินเชื่อรายใหญ่ 4-6% หนุนลูกค้าขยายกิจการต่างประเทศ

06 มี.ค. 2567 | 15:09น.
กรุงศรีฯ ปักหมุดโตสินเชื่อรายใหญ่ 4-6% หนุนลูกค้าขยายกิจการต่างประเทศ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อรายใหญ่โต 4-6% มองกลุ่มอาหาร-เครื่องดื่ม-สุขภาพยังขยายตัว เผยมีสัญญาณลูกค้าซื้อกิจการในต่างประเทศเพิ่ม พร้อมหนุนสินเชื่อสีเขียวปี 73 เม็ดเงิน 1 แสนล้านบาท พร้อมจับตาตลาดหุ้นกู้ใกล้ชิด หวั่นมีผลกระทบพอร์ตลูกค้าสินเชื่อ

วันที่ 6 มีนาคม 2567 นายประกอบ เพียรเจริญ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า

ภาพรวมสินเชื่อขนาดใหญ่ปี 2567 ธนาคารตั้งเป้าเติบโต 4-6% จากยอดสินเชื่อคงค้างปีก่อนอยู่ที่ 4.99 แสนล้านบาท ซึ่งการแข่งขันในกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ยังคงรุนแรง เนื่องจากตลาดยังค่อนข้างทรงตัว ส่วนหนึ่งมาจากลูกค้ายังรอทิศทางเศรษฐกิจ ปัจจัยภายนอกประเทศ และอัตราดอกเบี้ย เพื่อตัดสินใจในการลงทุน

อย่างไรก็ดี ธนาคารเริ่มเห็นสัญญาณกิจกรรมการซื้อกิจการ (M&A) พอสมควร โดยเฉพาะในตลาดอาเซียนที่ธนาคารโฟกัส ซึ่งดีลส่วนใหญ่ที่ธนาคารทำจะเป็นกลุ่มลูกค้าบริษัทขนาดกลางและใหญ่วงเงินเฉลี่ยตั้งแต่ 1,000-2,000 ล้านบาท จนถึงราว 5,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ที่เห็นสัญญาณการลงทุนและขยายกิจการ จะเป็นกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพ อสังหาริมทรัพย์ และพลังงาน

สำหรับดีลการเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ธนาคารจะคัดเลือกในบริษัทที่มีคุณภาพและจังหวะเวลาที่จะทำ ซึ่งหากเป็นบริษัทขนาดเล็กอาจจะมีการพูดคุยกันก่อน เนื่องจากปัจจุบันมีจำนวนบริษัทที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เป็นจำนวนมาก ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องคัดเลือกบริษัทที่มีคุณภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ ธนาคารยังคงเดินหน้าสนับสนุน ESG Finance โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเพื่อความยั่งยืน 1 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 รวมถึงการตั้งคณะทำงาน ESG Finance Department : EFD เพื่อทำงานร่วมกับลูกค้าในการช่วยลูกค้าเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ไปสู่สีเขียวมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแผนของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการให้ธนาคารมีโปรแกรมหรือโปรดักต์ช่วยลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนขึ้นภายในไตรมาสที่ 3/2567 นี้

ขณะที่แนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในส่วนของตลาดหุ้นกู้ยังคงต้องติดตามใกล้ชิด เนื่องจากปีก่อนตลาดหุ้นกู้มีปัญหาในเรื่องของการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งในหลายบริษัทมีการพึ่งพาตลาดหุ้นกู้ และใช้วงเงินสินเชื่อ จึงต้องติดตามว่าจะมีผลกระทบต่อมายังซัพพลายเชนของพอร์ตธนาคารหรือไม่

“สินเชื่อในช่วง 2 เดือนแรกยังคงเห็นลูกค้า wait & see เพราะเขารอดูปัจจัยเสี่ยงภายนอกเป็นหลัก ส่วนในประเทศรอดูดอกเบี้ยว่ากำลังทรงและลดลง ซึ่งเซ็กเตอร์ที่ยังพอไปได้และเห็นขยายตัวยังเป็นอาหารและเครื่องดื่ม ส่วนอสังหาริมทรัพย์เราก็ดูในบริษัทที่มีการศึกษากลุ่มลูกค้าที่ดี”

นายประกอบกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับปี 2566 ธนาคารได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยให้กลุ่มลูกค้าธุรกิจประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืนผ่านดีลสำคัญมากมาย อาทิ

-การเป็นผู้จัดการเงินกู้ร่วมและผู้ประสานงานด้านดัชนีความยั่งยืน สนับสนุนสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan : SLL) ให้กับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 11,500 ล้านบาท

-การเป็นผู้ให้คำปรึกษาทางด้านสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) และเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินแต่เพียงผู้เดียว ให้กับบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) (SCGP) จำนวน 3,000 ล้านบาท

-การให้การสนับสนุนสินเชื่อสีเขียว (Green Loan) แก่บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) จำนวน 500 ล้านบาท

-การเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายพันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและหุ้นกู้เพื่อความยั่งยืนและเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับหลายองค์กรสำคัญ ได้แก่

พันธบัตรเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยจำนวน 3,500 ล้านบาท

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) ของบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 8,000 ล้านบาท

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) ของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) จำนวน 7,000 ล้านบาท

หุ้นกู้เพื่อความยั่งยืน (Sustainability Debenture) โดยบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จำนวน 6,500 ล้านบาท

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) ของบริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำนวน 1,000 ล้านบาท

หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) ของบริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 500 ล้านบาท

ทั้งนี้ ทางกรุงศรี ได้ระดมทุนด้วยการออกตราสารหนี้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Bond) และตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล (Blue Bond) เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล จำนวน 400 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากความเชี่ยวชาญและความสำเร็จทางธุรกิจในด้าน ESG กรุงศรียังได้ให้บริการที่ปรึกษาในดีลสำคัญอีกมากมาย อาทิ

– การสนับสนุนการทำธุรกรรม Index Transition ให้กับลูกค้าตามนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยที่เปลี่ยนผ่าน Index ของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงจาก Thai Baht Interest Rate Fixing (THBFIX) เป็น Thai Overnight Repurchase Rate (THOR)

– ความร่วมมือกับ MUFG ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ Structured Trade Finance เพื่อบริษัทในกลุ่มธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค และกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม

– การนำเสนอบริการด้านดิจิทัล อาทิ บริการ Direct Debit API, Payment API, One Payment Application, Cash Link, Corporate CHQ และ Credit Product Program เพื่อช่วยยกระดับการบริหารจัดการ และช่วยอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงินให้กับลูกค้า

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)