“กมลภพ” เอ็มดี ธอส.กาง 2 ภารกิจ หนุนคนไทยมีบ้าน

Kamonpop
คอลัมน์ : สัมภาษณ์

“เดิมการทำงานของ ธอส.จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ เรื่องของ Good Bank กับ Bad Bank แต่ตอนนี้เราจะเรียกใหม่ว่ากลุ่มงานทำให้คนไทยมีบ้าน กับกลุ่มงานรักษาบ้านให้คนไทย” คำกล่าวของ “กมลภพ วีระพละ” กรรมการผู้จัดการ คนที่ 14 ของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่สะท้อนพันธกิจหลักขององค์กรในการ “ทำให้คนไทยมีบ้าน” ได้เป็นอย่างดี

แห่จองสิทธิสินเชื่อพรึ่บ

โดย “กมลภพ” กล่าวว่า ปี 2567 นี้ ธอส.ตั้งเป้าหมายปล่อยสินเชื่อใหม่ 2.4-2.5 แสนล้านบาท เพื่อให้คนไทยมีบ้าน ซึ่งในส่วนของโครงการหลักที่ดำเนินการอยู่ ได้แก่ สินเชื่อ Happy Home ที่ให้กู้กับผู้ซื้อบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่ 3% 5 ปี วงเงิน 20,000 ล้านบาท สินเชื่อ Happy Life ให้กู้บ้านตั้งแต่ 2.5 ล้านบาทขึ้นไป อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.98% ช่วง 3 ปีแรก

ที่ขณะนี้ขยายวงเงินจาก 10,000 ล้านบาท เป็น 20,000 ล้านบาท และสินเชื่อ Mild Home ที่เพิ่งออกมาใหม่ ดอกเบี้ยเฉลี่ย 2.90% ในช่วง 3 ปีแรก ต่ำที่สุดในตลาด

“คนอาจจะถามกันว่า หนี้ครัวเรือนสูงขนาดนี้ ทำไม ธอส.ยังเร่งปล่อยสินเชื่อ ซึ่งเรื่องนี้ต้องมองการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ภายใต้ต้นทุนที่เหมาะสมมากกว่า เรามีสินเชื่อที่ดอกเบี้ยไม่ถึง 3% และประเด็นสำคัญคือ ธอส.มีหน้าที่ทำให้คนที่อยากมีบ้านสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ซึ่งผมคิดว่าภาระหนี้ครัวเรือนที่สูง มาจากดอกเบี้ยที่สูง ทำให้คนต้องไปกู้หนี้นอกระบบมากกว่า”

สำหรับสินเชื่อ Happy Home ขณะนี้มีผู้สนใจลงทะเบียนขอสินเชื่อเข้ามาแล้วประมาณ 11,000 ราย วงเงินเต็ม 20,000 ล้านบาทที่ตั้งไว้แล้ว ซึ่งทางธนาคารอยู่ระหว่างรอรับนโยบายจาก นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ว่าจะเพิ่มวงเงินเพื่อเดินหน้าโครงการนี้ต่อ หรือจะมีนโยบายอย่างไร

Advertisment

“ตอนนี้คนที่ลงทะเบียนไว้ 11,000 ราย ก็มียื่นขอสินเชื่อเข้ามาแล้วกว่า 4,000 ราย ซึ่งเราก็มีการคุยกันว่าอาจจะต้องขอขยายวงเงิน เพราะหลัง ครม.มีมติแค่เดือนเดียว ก็มีคนแสดงความสนใจลงทะเบียนเข้ามาจนเกินวงเงินไปแล้ว”

ทั้งนี้ สินเชื่อ Happy Home เป็นส่วนหนึ่งที่สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ออกมา เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอน ค่าธรรมเนียมการ
จดจำนอง ซึ่งถือว่าช่วยกระตุ้นได้มาก เพราะค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อบ้านลดลง

“บ้านต่ำกว่า 3 ล้าน ปีที่แล้ว ธอส.ปล่อยสินเชื่อไปราว 1.5 แสนล้านบาทเศษ ๆ คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 70% ของสินเชื่อทั้งหมดที่แบงก์ปล่อย”

ความต้องการบ้านต่ำ 3 ล้านยังมี

สำหรับความต้องการบ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทนั้น “กมลภพ” กล่าวว่ายังมีอยู่อีกมาก สะท้อนได้จากยอดจองขอสินเชื่อ Happy Home ของ ธอส.ที่ทะลุ 20,000 ล้านบาทไปแล้ว ส่วนทางด้านซัพพลาย หรือผู้ประกอบการ (ดีเวลอปเปอร์) นั้น ในต่างจังหวัดก็มีการลงทุนในบ้านกลุ่มนี้ค่อนข้างมาก หรือแถบ ๆ ชานเมืองกรุงเทพฯ ก็มีเช่นกัน

Advertisment

อย่างโครงการ “บ้าน BOI” ที่ ธอส.เข้าไปร่วมทำกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดำเนินโครงการส่งเสริมการลงทุน “กิจการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย” สนับสนุนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์สร้างที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท

“ตอนนี้มีโครงการที่ยื่นขอเข้าร่วมมา 7-10 โครงการแล้ว และเราส่งไปที่ BOI แล้ว 3-4 โครงการ ซึ่งโครงการนี้ ธอส.ช่วยดูว่าเข้าเกณฑ์ BOI หรือไม่ เช่น ราคาไม่เกิน 1.5 ล้านบาท สัดส่วนไม่น้อยกว่า 70-80% ของมูลค่าทั้งหมด โดยดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ ๆ ก็สนใจ แถวจังหวัดสมุทรปราการมีการทำกันเป็นพันยูนิต ทั้งนี้ โครงการ
ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าต้องใช้วงเงินกับ ธอส. เราแค่ช่วยกรองคุณสมบัติให้ เป็นโครงการที่ทำเพื่อชาติ”

โรงเรียนการเงินแก้ปมกู้ไม่ผ่าน

สำหรับประเด็นเรื่องที่แบงก์ต่าง ๆ มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อ (รีเจ็กต์เรต) ที่ค่อนข้างสูงในปัจจุบัน “กมลภพ” กล่าวว่า ในส่วนของ ธอส.จะพยายามไม่ให้มีรีเจ็กต์เรต โดยหากลูกค้ารายใดที่เข้ามายื่นขอสินเชื่อแล้วไม่ผ่าน เช่นหลักฐานการเงินไม่มี รายได้ไม่เพียงพอ เป็นต้น ธนาคารไม่ได้รีเจ็กต์ออกไปทันที แต่จะเชิญให้เข้าร่วม “โรงเรียนการเงิน” เพื่อให้มีการออมเงิน ซึ่งปีนี้ตั้งเป้าลูกค้าที่เข้าโครงการนี้ประมาณ 30,000 ราย

“กลุ่มนี้เป็นกลุ่มผู้มีรายได้น้อย พ่อค้า แม่ค้า โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ซึ่งเขาก็อยากมีบ้าน เราก็ดูแล อย่างไรก็ดี ปัจจุบันก็มีเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องการปล่อยกู้อย่างมีความรับผิดชอบ ที่ต้องดูว่าลูกค้ากู้ไปแล้วสามารถผ่อนได้นอกจากนี้ สินเชื่อ Happy Home ของ ธอส. ก็ไม่ได้เข้มงวดการพิจารณามาก โดยผู้กู้จะได้วงเงินกู้ที่มากกว่าปกติทั่วไปในระดับรายได้ที่เท่ากัน

ขยายฐานลูกค้าสินเชื่อบ้าน

“เอ็มดี ธอส.” กล่าวอีกว่า ธอส.พยายามร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้คนไทยมีบ้านเป็นของตัวเอง อย่างที่ผ่านมา ก็มีจับมือกับสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ในการช่วยให้ตัวแทนจำหน่ายสลากได้มีโอกาสมีบ้าน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30,000 ราย ที่ไม่ใช่ตัวแทนแบบซื้อ-จองเป็นงวด ๆ ไป แต่มีโควตาแบบประจำ

“คนเหล่านี้ถ้าดูเกณฑ์ขั้นต่ำ อาจจะกู้ไม่ผ่าน แต่อย่าลืมว่าเขามีกระแสเงินสดเดือนละ 2 งวด ซึ่งเราก็ไปคุยกับสำนักงานสลากฯ ว่าคนเหล่านี้สามารถนำมาสร้างวินัยทางการเงิน แล้วสามารถกู้ซื้อบ้านได้”

ขณะเดียวกัน ก็มีทำ MOU กับทางกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วยเช่นกัน โดยกลุ่มลูกหนี้ กยศ.กว่า 2 ล้านรายที่ชำระหนี้ดี มีวินัย ซึ่ง ธอส.เห็นว่าคนกลุ่มนี้สามารถมากู้ ธอส.เพื่อซื้อบ้านได้

“เราให้เครดิต เพราะเขาชำระดี มีวินัย ประเมินเครดิตสกอริ่ง กลุ่มนี้ก็จะได้แต้มบวก ตอนนี้ก็สื่อสารกับทาง กยศ. ให้เชิญชวนกลุ่มนี้มาร่วม ซึ่งเราจะมีแคมเปญพิเศษให้”

นอกจากนี้ ที่กำลังเข้าไปคุยกับหลายหน่วยงาน อาทิ โรงพยาบาล มหาวิทยาลัย เป็นต้น ว่าการให้สวัสดิการสินเชื่อในแต่ละหน่วยงาน อาจจะขยายจากเดิมแค่พนักงานประจำไปสู่ลูกจ้างประเภทอื่น ๆ เช่น ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายวัน เป็นต้น

สิ่งที่ ธอส.ดำเนินการอยู่นี้ ถือว่าสอดคล้องกับ “IGNITE THAILAND” ที่นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงิน หรือ Financial Hub และเป็นไปตาม “ภูมิทัศน์ทางการเงินใหม่” ที่ ธปท.ได้มีไกด์ไลน์ออกมา ว่าการปล่อยสินเชื่อควรจะมีข้อมูลทางเลือกมากขึ้น

เร่งแก้หนี้เสียกลุ่มเปราะบาง

“กมลภพ” กล่าวอีกว่า ช่วงไตรมาสแรกปี 2567 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ของธนาคารมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งมาจากภาวะเศรษฐกิจด้วย ซึ่งกลุ่มเปราะบางยังขาดรายได้ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ที่ตนเข้ามารับตำแหน่ง ก็ได้มีการออกมาตรการมาช่วยทันที ทำให้ปัจจุบันตัวเลขต่าง ๆ เริ่มดีขึ้นแล้ว แต่ก็ต้องมอนิเตอร์ เพราะทุกปีช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. ซึ่งมีวันหยุดยาว และเป็นช่วงเปิดเทอม ลูกค้าบางส่วนจะมีปัญหาการชำระ แต่หลังจากนั้นจะดีขึ้น

ทั้งนี้ หากมองย้อนไปตั้งแต่ช่วงโควิดที่ผ่านมา ธอส.สามารถช่วยคนไทยรักษาบ้านไว้ได้กว่า 9 แสนราย ซึ่งลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือในช่วงโควิด และปัจจุบันกลับมาชำระได้ปกติ

“เราก็เชิญชวนให้คนที่รู้สึกว่าผ่อนไม่ไหวขอให้เข้ามาคุยกัน อย่าหนีไปไหน เท่าไหร่ก็ได้ ขอให้มา ก็พยายามทำ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาก็พยายามเข้าถึงลูกค้าให้ได้มากที่สุด ซึ่งก็มียื่นเรื่องเข้ามามูลหนี้ประมาณ 10,000 ล้านบาทแล้วที่ขอรับความช่วยเหลือ โดยเราก็มีมาตรการ เช่น ลดเงินงวด ลดดอกเบี้ย เป็นต้น ให้ลูกหนี้ผ่อนไหว ซึ่งจะสิ้นสุดการเปิดให้เข้าร่วมโครงการภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้”

จ่อปรับเพิ่มเป้าสินเชื่อปีนี้

กรรมการผู้จัดการ ธอส. กล่าวว่าแนวโน้มเศรษฐกิจและภาคอสังหาฯ ในช่วงที่เหลือของปีนี้น่าจะดีขึ้น เห็นได้จากการปล่อยสินเชื่อของ ธอส. ที่ช่วง 3 เดือนแรกตัวเลขยังไม่ดีนัก แต่ล่าสุดสามารถปล่อยสินเชื่อในภาพรวมได้เกือบ 50,000 ล้านบาทแล้ว

และคาดว่าจะมีการปรับเพิ่มเป้าหมายสินเชื่อปีนี้ใหม่เป็นกว่า 2.5 แสนล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ 2.42 แสนล้านบาท ซึ่งมั่นใจว่าจะสามารถทำได้ และจะช่วยคนไทยมีบ้านได้อีกเกือบ 2 แสนราย