โชติพัฒน์ ลูกเขยเจ้าสัวเจริญ เปิดอาณาจักร “ไทยกรุ๊ปฯ” หมื่นล้าน

Chotiphat
คอลัมน์ : สัมภาษณ์พิเศษ

ได้ฤกษ์เปิดตัวให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน “โชติพัฒน์ พีชานนท์” ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TGH ที่แวดวงสังคมรู้จักกันดีในฐานะคู่ชีวิตของ “อาทินันท์ พีชานนท์” บุตรสาวคนโตของ “เจ้าสัวเจริญและคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี” แห่งอาณาจักร “ไทยเบฟ” ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกลุ่มทีซีซี (TCC GROUP) เพราะเป็นมือทำดีลควบรวมกิจการ (M&A) ธุรกิจในเครือ

โดยเฉพาะดีลซื้อกิจการบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ในสิงคโปร์ ได้สำเร็จเมื่อปี 2556 ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหาร-เครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในเอเชีย และต่อมาได้ทำดีลแยกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกมาเป็น บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ FPT ในปัจจุบัน

เปิดอาณาจักร “ไทยกรุ๊ปฯ”

โดย “โชติพัฒน์” ให้ภาพว่า ธุรกิจในกลุ่มทีซีซีคนไทยอาจจะคุ้นเคยกับ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ (ThaiBev), บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC), บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC) และ บมจ.เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) (FPT) ขณะที่กลุ่มธุรกิจการเงินและประกันภัย อย่าง “ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์” ยังเป็นธุรกิจที่มีขนาดเล็กสุดในกลุ่มทีซีซี ดังนั้นการ Synergy เป็นกลยุทธ์สำคัญ

โดยเมื่อปี 2566 “ไทยกรุ๊ปฯ” มีรายได้รวม 17,858 ล้านบาท มาจาก 3 ธุรกิจหลัก คือ 1.ธุรกิจประกันชีวิต ภายใต้บริษัท อาคเนย์ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) 2.ธุรกิจประกันวินาศภัย ภายใต้ บริษัท อินทรประกันภัย จำกัด (มหาชน) และ 3.ธุรกิจรถให้เช่าองค์กร ภายใต้ บริษัท อาคเนย์แคปปิตอล จำกัด

ซึ่งอาคเนย์ประกันชีวิต เป็นธุรกิจหลักที่มีสัดส่วนรายได้ 50% อยู่ในอันดับ 11 ของอุตสาหกรรมประกันชีวิต รองลงมาคือ อินทรประกันภัย มีสัดส่วนรายได้ 30% อยู่ในอันดับ 15 ของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัย และมีรายได้จากอาคเนย์แคปปิตอลอีก 20% โดยเป็นบริษัทรถให้เช่าองค์กรรายใหญ่ที่สุดในประเทศ มีรถให้บริการอยู่ทั้งสิ้น 23,000 คัน

Advertisment

“ปัจจุบันพนักงานทุกบริษัทในกลุ่มทีซีซีมีอยู่กว่า 100,000 ราย ซึ่งเป็นลูกค้าประกันกลุ่มของเราด้วย รวมถึงทำประกันรายบุคคลกับเราแล้ว 30-40%”

“โชติพัฒน์” กล่าวว่า ไทยกรุ๊ปฯ วางเป้าหมายในปี 2567 ว่า 1.อาคเนย์ประกันชีวิต จะต้องมีเบี้ยรับรวม 13,000 ล้านบาท 2.อินทรประกันภัย ตั้งเป้ามีเบี้ยรับรวม 6,000 ล้านบาท และ 3.อาคเนย์แคปปิตอล ต้องรักษาฐานรายได้ที่ระดับ 4,000 ล้านบาท

“ธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจรถให้เช่ายังเติบโตได้ แต่ธุรกิจประกันวินาศภัยไม่โต เนื่องจากปีที่แล้วมีการรับโอนธุรกิจมาจากบริษัท อาคเนย์ประกันภัย ทำให้ไซซ์ของรายได้ค่อนข้างสูง ประกอบกับบริษัทมีการตัดธุรกิจที่มีมาร์จิ้นน้อยออกไป แต่ในอนาคตมีแนวโน้มจะโตต่อไปได้ผ่านธุรกิจที่มีคุณภาพและทำกำไร”

เป้า 3 ปี มาร์เก็ตแชร์เพิ่ม

“ซีอีโอไทยกรุ๊ปฯ” กล่าวอีกว่า บริษัทยังตั้งเป้าระยะต่อไป ช่วง 3 ปีข้างหน้าด้วยว่า บริษัทอาคเนย์ประกันชีวิต จะต้องมีขนาดเบี้ยรับรวมแตะ 22,000 ล้านบาท บริษัทอินทรประกันภัย มีขนาดเบี้ยรับรวมแตะ 10,000 ล้านบาท และบริษัทอาคเนย์แคปปิตอล รักษาผู้นำตลาดอันดับ 1

Advertisment

“ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ธุรกิจประกันของเราจะอยู่ใน Position ที่มีความหมายในอุตสาหกรรม อาจจะไม่ได้เป็นที่ 1 แต่มีมาร์เก็ตแชร์ที่เหมาะสมที่ช่วยผลักดันตลาดไปได้ ส่วนธุรกิจรถให้เช่าและปล่อยสินเชื่อต้องการขยายธุรกิจ Supply Chain Financing จากเครือข่ายคู่ค้าในกลุ่ม และธุรกิจ New S-curve อาทิ ที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Living) เป็นต้น เพื่อช่วยเพิ่มความหลากหลายและโตไปได้ ช่วยลดความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยที่ต้องโตตามเศรษฐกิจ ทั้งนี้ เป้าสำคัญคือทุกธุรกิจของเราต้องมีกำไร เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว”

อสังหา+ประกัน เจาะวัยใกล้เกษียณ

ในส่วนของอาคเนย์ประกันชีวิต ขณะนี้มีแผนอยู่ระหว่างพัฒนาโครงการแพ็กเกจสิทธิเช่าเพื่ออยู่อาศัยในโครงการคอนโดมิเนียมและบ้าน พ่วงเข้ากับประกันชีวิต หรือที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Senior Living) ซึ่งเหมาะสำหรับคนที่กำลังจะเกษียณอายุการทำงาน (อายุ 50 ปีขึ้นไป) สามารถจะซื้อประกันและเข้ามาอยู่อาศัยในโครงการได้

โดยความคุ้มครองของประกันจะจ่ายทั้งค่าส่วนกลางต่อปีและค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล เพื่อตอบโจทย์คอนเซ็ปต์ไร้กังวล (Worry Free) สามารถอยู่อาศัยได้จนถึงอายุ 99 ปี หากเสียชีวิตก่อน จะมีเงินก้อนบางส่วนให้กับผู้รับประโยชน์ที่ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์

“ตอนนี้ อาคเนย์ประกันชีวิต เซ็น MOU กับพันธมิตรไปแล้วบางส่วน โดยมีดีเวลอปเปอร์คือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ และกำลังอยู่ระหว่างจับมือกับโรงพยาบาล นอกจากนี้ยังมองไปถึงกรณีคนที่เกษียณอายุการทำงานและมีบ้านที่ผ่อนหมดแล้ว สนใจเข้ามาอยู่ในโครงการ บริษัทก็จะเข้าไปบริหารจัดการโดยการขายบ้านเก่าให้ด้วย เพื่อปลดภาระและนำเงินมาซื้อประกัน ตอนนี้อยู่ระหว่างพูดคุยกับธนาคารพาณิชย์ 1 ราย”

โดยโครงการนี้มีแผนเจาะลูกค้าทั่วไป (Mass) ราคาคอนโดมิเนียมและบ้าน เริ่มต้นที่ 3-5 ล้านบาท ในเฟสแรกคาดว่าจะพัฒนาโครงการบ้านและคอนโดมิเนียม รวมกันประมาณ 100 ยูนิต ทำเลที่ตั้งขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้

จ่าย 4-6 ล้าน อยู่ยาวจนอายุ 99 ปี

ลูกค้าจ่ายเบี้ยประกันเพียงครั้งเดียวต่อราย ประมาณ 800,000-1,100,000 บาท (ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของลูกค้า) รวมค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์จ่ายเงินแค่ 4-6 ล้านบาท/ราย (รวมค่าเบี้ยประกันแล้ว) เข้ามาอยู่ในโครงการนี้ได้ ไร้กังวลค่าใช้จ่ายส่วนกลางต่อปีและค่ารักษาพยาบาล โดยคุ้มครองจนถึงอายุ 99 ปี แต่มีเงื่อนไขต้องรักษาในโรงพยาบาลพันธมิตร ถึงจะได้ค่ารักษาเหมาจ่าย แต่กรณีรักษาในโรงพยาบาลอื่นจะไม่จ่ายส่วนต่าง ในทางเทคนิคจะมีริสแบนด์คอยมอนิเตอร์สุขภาพของลูกบ้านเพื่อให้ทุกคนมีสุขภาพที่ดี

“โมเดลคือเราจะให้คนเข้ามาอยู่ในบ้านเช่าหรือคอนโดเช่าที่เราสร้างขึ้นได้จนถึงอายุ 99 ปี เป็นเหมือนชุมชนที่คนมีอายุยืนยาว โดยมีกิจกรรมและสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ เชื่อว่าจะมีดีมานด์เยอะมากในอนาคต โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างบริษัทประกันชีวิต บริษัทอสังหาริมทรัพย์ และโรงพยาบาล เพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุที่แท้จริง“ นายโชติพัฒน์ กล่าว

หาจังหวะ M&A เสริมประกัน

“โชติพัฒน์” กล่าวถึงธุรกิจประกันวินาศภัยว่า เชื่อว่าในอนาคตจำนวนบริษัทประกันวินาศภัยในไทยจะลดน้อยลงจากปัจจุบัน จึงมีแผนการทำดีล M&A หรือเข้าไปซื้อกิจการ แต่คงต้องพิจารณามูลค่าเพิ่มจากที่บริษัทอินทรประกันภัยมีอยู่ ซึ่งตอนนี้สนใจที่สุดคือบริษัทที่มีพอร์ตประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ (Accident & Health) เพื่อมาเสริมธุรกิจประกันรถยนต์และประกันทรัพย์สิน

“แต่ในมุมของผู้ซื้อ ช่วงเวลานี้ยังไม่ใช่จังหวะเข้าไปซื้อ ต้องรอให้เศรษฐกิจแย่ลงกว่านี้อีก แต่ในมุมผู้ขายคงอยากขายในช่วงเวลานี้”

สำหรับเทรนด์ของรถอีวี ในมุมการรับประกันของบริษัทอินทรประกันภัย ถือว่าค่อนข้าง wait & see คือรับประกันเพื่อเก็บสถิติแต่ไม่ได้ทำเพื่อกำไร เพราะตอนนี้ความไม่แน่นอนค่อนข้างสูง ความเสียหายเล็กน้อยแต่หากกระทบต่อแบตเตอรี่ มีโอกาสเกิดความเสียหายสินเชิง (Total Loss) ได้มาก จึงค่อนข้างอันตราย

ธุรกิจรถเช่า Car Subscription

“ซีอีโอไทยกรุ๊ปฯ” กล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจรถให้เช่าองค์กร ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ประมาณ 45% มาจากหน่วยงานภาครัฐ ที่เหลือ 55% มาจากบริษัทเอกชน ในส่วนนี้เป็นบริษัทในกลุ่มทีซีซี 25-26% โดยจุดเด่นของบริษัทคือให้บริการและซ่อมบำรุงครบวงจร รับประกันเลขไมล์แท้ 100% และเข้าซ่อมศูนย์ทุกคัน (รับประกันโดยบริษัทอินทรประกันภัย) และตอนนี้มีรถอีวีให้เช่าบริการแล้วเกือบ 1,000 คัน

อย่างไรก็ดี จากที่เป็นบริษัทรถให้เช่าองค์กรใหญ่ที่สุด 23,000 คัน ทำให้บริษัทกลายเป็นผู้ขายรถยนต์มือสองใหญ่ที่สุดในตลาดไปด้วย บริหารงานภายใต้ บริษัท รถดีเด็ด ออโต้ จำกัด (RDD) โดยจะมีรถยนต์มือสองที่ต้องบริหารจัดการ หลังจากปล่อยเช่าไปแล้ว 5 ปี ประมาณ 5,000 คัน/ปี หรือ 400-500 คัน/เดือน

แต่เนื่องด้วยตอนนี้ตลาดรถยนต์มือสองน่ากังวลจากปัญหาการผิดนัดชำระในตลาดสินเชื่อ ทำให้ภาพรวมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยมีรถเข้าลานประมูลเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 25% ส่งผลให้ราคารถลดต่ำลง บางรุ่นสูงสุดถึง 40% ทำให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อยากขึ้น

“เราปรับตัวโดยหันมาทำตลาดลูกค้ารายย่อยมากขึ้น ทั้งการขายรถยนต์มือสองและการเตรียมเปิดตัวธุรกิจบริการใช้รถยนต์แบบสมัครสมาชิก (Car Subscription) ระยะสั้น ๆ อาทิ 1 สัปดาห์, 2 สัปดาห์, 1 เดือน เป็นต้น เนื่องจากในตลาดมีลูกค้าโดนปฏิเสธสินเชื่อค่อนข้างมาก จึงน่าจะเห็นโอกาสจากความต้องการใช้รถยนต์ระยะสั้น เช่น กลุ่มฟรีแลนซ์ เป็นต้น โดยบริษัทจะคิดราคาของรถยนต์ เช่น รุ่น Toyota Camry อยู่ที่ 1,000 บาท/วัน ส่วนรถกระบะอยู่ที่ 900 บาท/วัน ตั้งเป้าหมาย 100 คันในปีแรก โดยมีบริการทั้งรถใหม่และรถใช้แล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างทดสอบระบบภายในบริษัท คาดว่าจะเปิดตัวได้ในเร็ว ๆ นี้”