ธุรกิจลุ้นระทึก 3 คดีการเมือง เงินไหลออก-ต่างชาติเมินลงทุนไทย

politic
ดร.อมรเทพ จาวะลา, สนั่น อังอุบลกุล, เกรียงไกร เธียรนุกุล, ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย

การเมืองอึมครึมรอความชัดเจน 3 คดีใหญ่ “วินิจฉัยตำแหน่งนายกฯ-ยุบพรรคก้าวไกล-คดีเลือก สว.” กระทบชิ่งเศรษฐกิจ-การลงทุน เอกชนหวั่นปมการเมืองกระทบความเชื่อมั่น-เสียโอกาสดึงการลงทุน กดดันเงินทุนไหลออก จับตาทุนนอกโบกมือลา เบนเข็มหนีไปประเทศอื่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สัปดาห์หน้า (17-21 มิ.ย.) ที่จะถึงนี้ โดยเฉพาะวันที่ 18 มิ.ย. 2567 จะมีวาระร้อนการเมือง โดยเฉพาะกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณา 3 คดีสำคัญ ประกอบด้วย 1.คดีถอดถอนนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี จากกรณีการแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

2.คดียุบพรรคก้าวไกล จากกรณีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองยื่นคําร้อง กรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติการณ์กระทําการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และเข้าลักษณะกระทําการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย

และ 3.คดี กฎหมาย สว.ขัดรัฐธรรมนูญ จากกรณีที่ 6 ผู้สมัคร สว.ยื่นคำร้อง ว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 36, 40, 41 และมาตรา 42 ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 107 หรือไม่ ทั้งนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายทั้ง 4 มาตราขัดรัฐธรรมนูญ ย่อมทำให้กระบวนการเลือก สว.ทั้งหมดมีปัญหา อาจจะต้องมีการแก้กฎหมาย นับหนึ่งเลือก สว.ใหม่

หวั่นเสียโอกาสดึงนักลงทุน

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า จากสถานการณ์ความกังวลจากปัญหาความไม่แน่นอนของเสถียรภาพรัฐบาล จากกรณีดังกล่าวเป็นปัจจัยลบที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของทั้งนักลงทุนและประชาชน สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงเป็นเดือนที่ 3 และต่ำสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจต่ำสุดในรอบ 8 เดือน ตามที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้สำรวจ

Advertisment

อย่างไรก็ตาม หอการค้าไทยคาดว่าเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มที่จะสามารถปรับตัวดีขึ้นได้ จากที่รัฐบาล โดย ครม.เศรษฐกิจมีการเสนอเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านภาคการท่องเที่ยว การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี โดยตั้งเป้าการเบิกจ่ายให้ได้มากกว่า 70% ทำให้น่าจะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเฉลี่ยเดือนละ 4.5 หมื่นล้านบาท (ก.ค.-ก.ย.) ตลอดจนการเร่งดึงดูดการลงทุนในประเทศให้มากขึ้น จะมีส่วนช่วยประคองให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้

นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาปัจจัยบวกต่าง ๆ ทั้งภาคการท่องเที่ยวที่ยังเติบโตได้โดดเด่น ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้วกว่า 15 ล้านคน และต้นไตรมาส 3 น่าจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างชัดเจนไปจนถึงปลายปี ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีน่าจะมีสูงถึง 35-36 ล้านคน ส่วนภาคการเกษตรแม้จะได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งในบางพื้นที่ทำให้ผลผลิตน้อยกว่าปกติ แต่เชื่อหลังจากเข้าสู่ฤดูฝนไปจนถึงปลายปี สถานการณ์น้ำน่าจะคลี่คลายมากขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตและรายได้ในภาคเกษตรดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4 และหากโครงการดิจิทัลวอลเลตสามารถเดินหน้าได้จริงในไตรมาส 4 ก็น่าจะเป็นแรงหนุนทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 3%

ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวในเรื่องนี้ว่า ความไม่แน่นอนทางเมืองจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยง และส่งผลกระทบต่อไปถึงความเชื่อมั่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากไม่รู้ว่าสถานการณ์ในระยะข้างหน้าจะเป็นอย่างไร ต้องลุ้นจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยแล้วเสร็จก่อน หากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็มีโอกาสที่นักลงทุนจะชะลอการลงทุนออกไปเพื่อรอความชัดเจน ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนไป หลังจากที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกไปโรดโชว์เพื่อเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน

ยิ่งซ้ำเติมทำให้ทุนไหลออก

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองที่อึมครึมดังกล่าว ย่อมทำให้นักลงทุนมีความเป็นห่วง เนื่องจากประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าไม่ได้ อย่างไรก็ดี การที่ตลาดหุ้นไทยตกลงค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมานั้น ปัจจัยสำคัญมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แย่อยู่แล้ว แต่เมื่อมีประเด็นทางการเมืองด้วย ก็ยิ่งซ้ำเติมทำให้เงินทุนยิ่งไหลออก

Advertisment

สถานการณ์แบบนี้ ไม่ใช่เพียงแค่ความไม่แน่นอน แต่เป็นสถานการณ์ที่คาดเดาอะไรไม่ได้เลย ซึ่งจะกระทบกับความต่อเนื่องของนโยบาย ที่ผ่านมา มีนักลงทุนแสดงความกังวลเข้ามาค่อนข้างมาก และนักลงทุนอาจจะพิจารณาหันไปลงทุนในประเทศที่การเมืองนิ่งกว่านี้ก็ได้ และตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้มีความน่าสนใจที่จะดึงดูดนักลงทุนได้อยู่แล้ว ในแง่ของพื้นฐานเศรษฐกิจ

ขณะที่ ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย (CIMBT) กล่าวว่า ภาวะที่บรรยากาศบ้านเมืองอึมครึมเช่นนี้ ตนกลัวว่านักลงทุนที่เดิมจะแค่ Wait & See แต่ตอนนี้อาจจะไม่ Wait แล้วไป See ที่อื่นแทน เพราะมีตลาดอื่นที่น่าสนใจกว่า มีเทคโนโลยีใหม่ มีการเติบโต มีกำลังซื้อ

“กลัวว่าจะไม่ Wait แล้วไป See ที่อื่นแล้ว เพราะตลาดอื่นน่าสนใจกว่า มีเทคโนโลยีใหม่ มีการเติบโต กำลังซื้อ ขณะที่ของเรา ทั้งหุ้น ทั้ง FDI (การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ) ไม่มา” ดร.อมรเทพกล่าว

.