Skip to content

ก.ล.ต.ประสาน TSD ตรวจสอบ WARRIX หุ้นหาย เร่งคุมผู้บริหารตึ๊งหุ้น

27 ส.ค. 2567 | 08:30น.
ก.ล.ต.ประสาน TSD ตรวจสอบ WARRIX หุ้นหาย เร่งคุมผู้บริหารตึ๊งหุ้น

ก.ล.ต.ประสาน TSD ตรวจสอบ WARRIX หุ้นหาย เร่งออกประกาศคุม “ผู้ถือหุ้น-ผู้บริหาร” บจ. ตึ๊งหุ้น คาดบังคับใช้ทันปีนี้

วันที่ 27 สิงหาคม 2567 ตามที่บริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จํากัด (มหาชน) หรือ WARRIX รายงานตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2567 นายวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ WARRIX ได้ทําการขายหุ้น WARRIX ให้แก่บริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล จํากัด จํานวน 14,942,530 หุ้น หรือคิดเป็น 2.49% ของหุ้นที่จําหน่ายแล้วของบริษัท โดยทำรายการผ่านบริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) 

ซึ่งบริษัท ไฮ-เทค แอพพาเรล จํากัด เป็นผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬาโดยรับจ้างผลิต (OEM) มีกลุ่มครอบครัววิตนากร ถือหุ้นรายใหญ่ และมี นายประสิทธิ์ วิตนากร ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร มีสัดส่วนการถือหุ้น คิดเป็น 20.32%

หุ้น WARRIX หาย 15 ล้านหุ้น

และนายวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ตรวจพบว่า จํานวนหุ้นที่นําไปจํานําเพื่อเป็นหลักประกันเงินกู้โดยการฝากในฐานะเป็นหลักประกันไว้กับคัสโตเดียนนั้น มีจํานวนหุ้นที่หายไปจํานวน 15,000,000 หุ้น โดยที่ยังไม่มีการผิดนัดชําระเงินกู้แต่ประการใด

นายวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล จึงได้ดําเนินการบอกล้างโมฆียกรรมการกู้ยืมเงินดังกล่าวแล้ว และอยู่ในระหว่างการฟ้องร้องดําเนินคดีทางกฎหมายเพื่อติดตามหุ้นที่หายไปดังกล่าว และให้คัสโตเดียนส่งมอบคืนหุ้นที่ฝากไว้เป็นหลักประกันคืนทั้งหมด สําหรับหุ้นจํานวนที่เหลือที่ยังอยู่ในความครอบครองของคัสโตเดียน จํานวน 105,211,000 หุ้นนั้น นายวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ได้ขอคําสั่งศาลอายัดหุ้นดังกล่าวไว้ ขณะนี้คัสโตเดียนและตัวแทนของคัสโตเดียนจึงถูกสั่งห้ามมิให้จําหน่ายจ่ายโอนหุ้นดังกล่าว

สั่งผู้บริหารชี้แจง ประสาน TSD ตรวจสอบ

ด้านนางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า เบื้องต้น ก.ล.ต. ได้รับทราบข้อมูลแล้ว และได้แจ้งให้ทางผู้บริหาร WARRIX ชี้แจง ขณะเดียวกันได้มีการประสานกับทาง บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD) ในการตรวจสอบ ระหว่างนี้ต้องรอข้อมูลให้ครบถ้วนเพื่อจะดำเนินการต่อไป

จับตาการเปลี่ยนมือผู้ถือหุ้น

อย่างไรก็ตามเนื่องจากเป็นธุรกรรมที่ทำนอกตลาด คู่สัญญาโดยเอกชน จึงเป็นข้อพิพาทระหว่างเอกชนที่ต้องไปดูแลกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ ก.ล.ต. ติดตามอยู่คือ การเปลี่ยนมือของผู้ถือหุ้น ซึ่งจะให้มีการรายงานข้อมูลการถือหุ้นของกรรมการและผู้บริหารตามมาตรา 59 และหากพบข้อมูลว่ามีความผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ หรือการกระทำผิดตามหน้าที่ ก.ล.ต. จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป

ออกประกาศคุมตึ๊งหุ้น ทันปีนี้

เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าวอีกว่า จากที่ผ่านมา ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัททะเบียน มีการนำหุ้นไปจำนำเพื่อกู้ยืมเงินนอกตลาดกันค่อนข้างมาก ถึงแม้ว่าหุ้นนั้นจะเป็นสิทธิของเจ้าของ เพราะเป็นทรัพย์สินในครอบครอง แต่ถ้าเกิดส่งผลในเชิงความเสี่ยงต่อระบบ เช่น หุ้นเกิดฟอร์ซเซล ทาง ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ก็กำลังดูแนวทางในการหามาตรการ โดยการออกเป็นประกาศมารองรับอยู่ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2567

“แต่ต้องศึกษาให้ดี เพราะโมเดลในต่างประเทศมีหลายรูปแบบมาก ซึ่งจะมีมากกว่าหนึ่งแนวทาง และหลายระดับ ตอนนี้การดำเนินการเพิ่งผ่านอนุกรรมการ ก.ล.ต.”

สั่งรายงานการนำหุ้นไปจำนำกู้ยืมเงิน

เบื้องต้นมองถึง 2 แนวทางคือ 1.การให้ผู้บริหารและผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ที่นำหุ้นไปจำนำเพื่อกู้ยืมเงินนอกตลาด จะต้องรายงานข้อมูล ซึ่งปัจจุบันถ้าตามการรายงานมาตรา 59 ในการนำหุ้นไปจำนำเพื่อกู้ยืมเงินนอกตลาด ซึ่งอาจยังไม่ใช่การเปลี่ยนการครอบครอง จึงยังไม่มีหน้าที่ต้องรายงาน ดังนั้นจะต้องศึกษาว่ากลไกไหนในการจะเอาข้อมูลเหล่านั้นมาเปิดเผยสร้างความโปร่งใสให้กับผู้ลงทุน

“ไม่ได้บอกว่าการทำธุรกรรมนั้นทำไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้ข้อมูลเหล่านั้นมีการเปิดเผยและโปร่งใส ซึ่งกำลังหากลไกอยู่ แต่การออกมาตรการต่าง ๆ ก็จะต้องนำไปรับฟังความเห็นกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก่อนด้วย” เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

และ 2.การให้ความรู้กับผู้บริหารและผู้ถือหุ้น เจ้าของหุ้น ที่ไปทำธุรกรรมนอกตลาด ซึ่งอาจเปิดความเสี่ยง เพราะการทำเงื่อนไขกู้ยืมนอกตลาด เป็นเงื่อนไขระหว่างคนกู้กับคนให้กู้ เพราะฉะนั้นจะมีความซับซ้อนของเงื่อนไขเหล่านั้น ซึ่งอาจไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้องครบถ้วน

ซึ่งเรื่องนี้ทาง ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ กำลังร่วมถอดบทเรียนเพื่อบอกผู้บริหารและผู้ถือหุ้น และเจ้าของหุ้น ที่ไปทำธุรกรรมนอกตลาดว่า เปิดความเสี่ยงเรื่องอะไรบ้าง และต้องพิจารณาเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งจะเป็นการสร้างการตระหนักรับรู้ให้เกิดขึ้นทั้งสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งคือคนกู้นอกตลาด และอีกฝั่งคือคนที่รับผลของการกระทำ ก็คือนักลงทุน ซึ่งเรื่องทำได้เร็ว

”ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการกู้ยืมกันในตลาด (บัญชีมาร์จิ้น) หรือการกู้ยืมนอกตลาด ถ้ามีการกระทำที่ไม่ถูกต้อง ก็เป็นบทบาทของ ก.ล.ต. ที่ต้องตรวจสอบเชิงลึก จึงอยากให้มั่นใจ”

เพิ่มอำนาจสอบสวน

นางพรอนงค์กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ก.ล.ต. อยู่ระหว่างแก้กฎหมายที่จะให้ ก.ล.ต. มีอำนาจเป็นพนักงานสอบสวน ซึ่งจะทำให้กระบวนการต่าง ๆ รวดเร็วขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเข้าไปสอบสวนทุกกรณี
แต่จะเลือกเฉพาะกรณีที่มีผลกระทบในวงกว้าง ไม่ต้องกล่าวโทษแล้วส่งไปให้ตำรวจเพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานถัดไป แต่ ก.ล.ต. สามารถส่งต่อไปที่อัยการได้เอง

“ตอนนี้เราเตรียมความพร้อม เติมกำลังคนที่จะมาเป็นพนักงานสอบสวนไว้แล้ว เพื่อที่เมื่อกฎหมายออกก็สามารถดำเนินการได้เลย ซึ่งขณะนี้เรื่องของการขอแก้กฎหมายอยู่ที่กระทรวงการคลัง ซึ่งภาครัฐมีการสนับสนุนให้การทำให้ตลาดทุนเป็นกลไกที่สำคัญ”

นอกจากนี้ในกฎหมายยังจะมีการแก้เรื่องการทำชอร์ตเซล ให้สามารถลงโทษไปถึงตัวนักลงทุนได้ด้วย จากปัจจุบันกฎหมายยังไม่ครอบคลุมถึงการเอาผิดนักลงทุนได้โดยตรง แต่ถ้าจะเอาผิดนักลงทุนต้องทำผ่านคนกลาง หรือบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) รวมไปถึงการกำกับดูแลบริษัทผู้สอบบัญชี