อธิบดีกรมสรรพสามิต ชง ครม.พิจารณาเริ่มต้นจัดเก็บภาษีคาร์บอนผ่านสินค้า “น้ำมัน” ยืนยันยังไม่กระทบประชาชน-รายได้รัฐ เน้นสร้างความตระหนักรู้
วันที่ 30 กันยายน 2567 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้เสนอมาตรการภาษีคาร์บอน หรือ Carbon Tax ไปที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว แต่อาจจะยังเข้าที่ประชุม ครม.ไม่ทันสัปดาห์นี้ โดยในระยะแรกจะมีการปรับใช้ภาษีคาร์บอนโดยใช้หลักการแปลงภาษีสรรพสามิตที่เดิมมีการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ให้อยู่ในรูปของภาษีคาร์บอน โดยไม่เป็นการสร้างภาระแก่ประชาชน
ทั้งนี้ ภาษีคาร์บอนจะมีแนวทางการจัดเก็บตามมาตรฐานโลก ที่จะบอกเลยว่า ภาษีน้ำมัน เบนซิน ดีเซล น้ำมันก๊าด น้ำมันเตา ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ เช่น น้ำมันเบนซิน มีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 0.002237347 ตันคาร์บอน/ลิตร ซึ่งต้องคูณกับราคาคาร์บอนที่กำหนดโดยภาครัฐ เบื้องต้นจะอยู่ที่ 200 บาท/ตันคาร์บอน และเมื่อคำนวณออกมาภาษีคาร์บอนจะอยู่ที่ 0.45 บาท/ลิตร เป็นต้น
“วันนี้ กรมสรรพสามิตกำลังจับมือกับผู้ประกอบการปั๊มน้ำมัน ให้คนที่ไปเติมน้ำมัน ใครไปเติมน้ำมัน จะรู้เลยว่า ท่านปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เท่าไหร่ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ แต่ไม่ต้องกังวลว่าราคาน้ำมันจะแพงขึ้น โดย รมว.คลังและ รมช. ได้มอบนโยบายมาแล้วว่าต้องไม่ให้กระทบประชาชน เราจะแปลงภาษีน้ำมันให้มีภาษีคาร์บอนอยู่ในนั้น ในช่วงแรก”
ยกตัวอย่าง กรณีไปเติมน้ำมันดีเซล ปกติต้องเสียภาษีสรรพสามิตอยู่ที่ 6.44 บาทต่อลิตร ซึ่งในระยะเริ่มต้นจะรวมภาษีคาร์บอน 0.54 บาทต่อลิตรไว้ใน 6.44 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ใช้น้ำมัน และไม่ได้กระทบกับรายได้รัฐ
ดร.เอกนิติกล่าวว่า ภาษีคาร์บอน เป็นกลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ ที่สร้างการตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการปล่อยคาร์บอนให้กับผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าออกไปยังประเทศปลายทางที่เสียภาษีในส่วนนี้ สามารถนำไปเจรจาลดหย่อนค่าธรรมเนียม Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ได้
ดร.เอกนิติกล่าวอีกว่า กรมสรรพสามิตได้เดินหน้าขับเคลื่อนสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2065 ตามที่ประเทศไทยได้มีการตกลงไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องให้ความร่วมมือ
“วันนี้กรมสรรพสามิต กรม ESG จะเป็นหน่วยราชการแรกที่ขอปักหมุดและขับเคลื่อนทั้งองค์กรให้เดินหน้าสู่เป้าหมายเดียวกัน คือ Net Zero ในปี 2050 ซึ่งเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศไทย 15 ปี โดยกรมต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 50% ในปี 2030”
