เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
Tech เช็กสเป็กจอพับ ‘รุ่นแรก’ ของ Apple ‘iPhone Duo’ เริ่มต้น 79,900 บาท
เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
Biz Movement เศรษฐาชวนเจ ชนาธิปชิมกาแฟน่านโลละ 2 หมื่น เผยห่วงเกษตรกรน้ำท่วมพัดโอกาสและเงินไปด้วย
พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
Biz Movement พ่อน้องเนเน่โพสต์ขอบคุณ ‘ศุภชัย เจียรวนนท์’ สนับสนุนอุปกรณ์การเรียน
ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
การศึกษา ชง 5 มาตรการคุมเข้ม ‘อุเทนถวาย-ปทุมวัน’ งดสอน 90 วัน-เร่งหาพื้นที่ใหม่
“ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
Interview “ธนัชวิชญ์” กางสูตร 3 ระยะรับมือน้ำมันแพง กระทุ้งรัฐดัน Ecosystem แบตเตอรี่-ปั๊มชาร์จ EV Bus
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ข่าวในพระราชสำนัก โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พระบรมราชินี ดำรงตำแหน่ง สภานายิกาสภากาชาดไทย
ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี เสด็จฯทอดพระเนตรบัลเลต์ เรื่อง “โรมิโอ แอนด์ จูเลียต”
‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
Biz Movement ‘เดอลีฟ’ ยกระดับสมุนไพรไทยสู่สากล ลุยตลาดเวียดนาม-อาเซียน ดัน ‘อิงฟ้า’ ปีที่ 2 เจาะนวัตกรรมผิว
นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
Politics นายกฯ ปฏิบัติภารกิจผู้แทนพระองค์ ร่วมพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ฮารัลด์ ที่ 5 แห่งนอร์เวย์
“ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
News “ถูกโกงออนไลน์” พุ่งใน 7 เดือนแรก มพบ.จี้รัฐล้อมคอกแพลตฟอร์ม-แก้หนี้เปราะบาง
ดูทั้งหมด

‘ทรัมป์เอฟเฟ็กต์’ ทิ้งบอนด์ไทย ทองคำปรับฐาน-ปีหน้าลุ้น 5 หมื่น

09 พ.ย. 2567 | 07:35น.
set

ส่องสินทรัพย์ลงทุน “ทรัมป์เอฟเฟ็กต์” ตลาดเงินตลาดทุน “ฟินโนมีนา” มองหุ้น “สหรัฐ-อินเดีย” รับอานิสงส์ “ไพบูลย์” ชี้หุ้นไทยรอลุ้นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ-ผลประกอบการไตรมาส 3 จับตา 2 ปัจจัยดึงฟันด์โฟลว์ไหลกลับหุ้นไทย กรุงไทยชี้ต่างชาติปรับพอร์ตทิ้งบอนด์ไทย เงินบาทอ่อนค่าระยะสั้นแตะ 34.50-35.00 บาท/ดอลลาร์ ขณะที่เฟดปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ตามคาดหนุนค่าเงินตลาดเกิดใหม่ “YLG” มองทองคำปรับฐานระยะสั้น ปีหน้ายังขาขึ้นแตะ 50,000 บาท

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ในฐานะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (IAA) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า จากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ประเมินว่าช่วงแรกตลาดหุ้นสหรัฐ จะได้ประโยชน์ปรับตัวขึ้นได้ เพราะทรัมป์เป็นมือโปรในการกระตุ้นธุรกิจและตลาดหุ้น และนักลงทุนเชื่อมั่นว่าทรัมป์น่าจะเข้ามาดูแลเศรษฐกิจได้ดีกว่านางคามาลา แฮร์ริส และโดยเฉพาะมาตรการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 21% เหลือ 15% ซึ่งทำให้กำไรธุรกิจจะปรับตัวดีขึ้นทันที

อย่างไรก็ดี ในแง่ของความกังวลก็มีอยู่จากหลาย ๆ นโยบายของทรัมป์ ที่จะกดดันให้เงินเฟ้อสหรัฐปรับตัวขึ้นสูง โดยเฉพาะการขึ้นภาษีนำเข้าทุกชนิดจากจีนมาเป็น 60% และ 10% สำหรับประเทศอื่น ๆ แต่ด้วยความที่เป็นทรัมป์ยังมีดีกรีของความคาดเดาไม่ได้พอสมควร ฉะนั้นก็ยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นแค่คำขู่หรือไม่

หุ้นไทยรอมาตรการกระตุ้น

นายไพบูลย์กล่าวว่า ภาพตลาดหุ้นไทยช่วงนี้เป็นลักษณะที่นักลงทุนจะงง ๆ อยู่ว่าจะตัดสินใจลงทุนอย่างไร ประกอบกับปัญหาในประเทศ โดยเฉพาะภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไทย (บจ.) ช่วงไตรมาส 3/2567 ที่ยังไม่ค่อยดี ถูกถ่วงจากธุรกิจพลังงาน จากราคาน้ำมันปรับลดลง และมี Inventory Loss ธุรกิจปิโตรเคมี และธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมหนักที่ยังอยู่ในวัฏจักรขาลง

ประกอบกับธุรกิจธนาคารที่ยังตั้งสำรองสูงอยู่ แม้บางเซ็กเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจภาคอื่น ๆ เช่น การส่งออก, การท่องเที่ยว และการบริโภค หลายบริษัทมีผลกำไรเติบโตดีขึ้นก็ตาม ฉะนั้นผลในภาพรวมที่ดูไม่ตื่นเต้น จึงยังกดดันหุ้นไทยเพราะไม่มีตัวเร่งที่จะลากขึ้นไปได้ โดยคาดว่านักลงทุนคงรอเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ถ้าออกมาได้เร็วคงจะเป็นประเด็นหนุนดัชนี SET สำคัญมากที่สุด

ลุ้นผลประกอบการ Q3

นายไพบูลย์กล่าวว่า แนวโน้มภาพรวมกำไร บจ. ช่วงไตรมาส 4/2567 ประเมินว่า น่าจะปรับตัวดีขึ้น แต่กลุ่มที่ถ่วงดัชนีคงยังไม่ฟื้นตัวเร็ว แต่ถ้าโฟกัสการส่งออก การท่องเที่ยว การบริโภค และการแพทย์ คงจะดีขึ้นต่อเนื่อง ส่วนสถาบันการเงินอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการแก้หนี้ ที่รัฐบาลขอความช่วยเหลือจากภาคธนาคารพาณิชย์ ทำให้แบงก์น่าจะคอนเซอร์เวทีฟด้วยการตั้งสำรองสูงต่ออีก

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนที่น่าจะทำได้เร็วขึ้นและอาจใช้เม็ดเงินที่มากขึ้น เพราะจีนอาจเริ่มกังวลหากโดนกำแพงภาษีสหรัฐเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจจีนมีปัญหาได้ ดังนั้น จีนคงกระตุ้นเศรษฐกิจให้แรงขึ้นกว่าที่คิดไว้ ซึ่งมองว่าจะหนุนต่อไทยที่ได้ผลพวงตามมาจากสงครามการค้า (Trade War)

2 ปัจจัยดึงเงินไหลกลับ

สำหรับโอกาสที่เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะไหลกลับเข้ามาตลาดหุ้นไทยและตลาดตราสารหนี้ไทย จะขึ้นอยู่กับ 1.ต้องมีมาตรการกระตุ้นที่สร้างความมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะกลับไปโตที่ระดับ 3% ได้ในปี 2568 และ 2.ความนิ่งของสถานการณ์การเมืองในประเทศ ซึ่งเป็น 2 ปัจจัยที่นักลงทุนต่างชาติจับตาดูอยู่

Advertisement

นอกจากนี้ ทิศทางดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะลดดอกเบี้ย 0.25% ก็คาดว่าจะช่วยหนุนภาพตลาดหุ้นได้ต่อ แต่สำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงจะไม่ลดดอกเบี้ยแล้วในปีนี้ นอกจากเศรษฐกิจไทยอ่อนแอจริง ๆ

หนุนหุ้น “สหรัฐ-อินเดีย”

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ สินทรัพย์ที่จะได้รับประโยชน์สูงสุด ได้แก่ ตลาดหุ้นสหรัฐ เนื่องจากนโยบายการตั้งกำแพงภาษี จะทำให้สินค้าภายในประเทศสหรัฐขายได้มากขึ้น รวมถึงแผนการลดภาษีนิติบุคคลจะส่งผลให้กำไรบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้หุ้นขนาดใหญ่รวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี “7 หุ้นนางฟ้า” และหุ้นที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมภายในประเทศ ได้ประโยชน์

อย่างไรก็ตาม นโยบายต่าง ๆ ของทรัมป์อาจจะทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐในระยะกลางถึงยาวได้

นอกจากนี้ ประเมินว่าตลาดหุ้นอินเดียจะได้รับประโยชน์ เนื่องจากอินเดียไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งสำคัญกับสหรัฐ ขณะที่ฝั่งของจีนอาจได้รับผลกระทบหากทรัมป์ออกมาตรการที่รุนแรง ซึ่งนักลงทุนต้องจับตาว่าจีนจะออกมาตรการที่แข่งขันสู้สหรัฐได้หรือไม่ ด้านญี่ปุ่นมองเป็นกลาง โดยนโยบายของทรัมป์น่าจะทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในระยะสั้นถึงระยะกลาง ทำให้ค่าเงินเยนอ่อนค่า ซึ่งจะเป็นผลดีกับหุ้นนิกเคอิ 225 เพราะรายได้ส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นมาจากการส่งออก หากเงินเยนอ่อนค่า หุ้นญี่ปุ่นน่าจะได้ประโยชน์

หุ้นยุโรปเสี่ยงสูงสุด

ส่วนตลาดหุ้นยุโรปน่าจะมีความเสี่ยงสูงสุด เพราะทรัมป์มีนโยบายยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้ยุโรปที่อยู่ในสมาชิก NATO อาจเสียประโยชน์

ขณะที่ตลาดหุ้นไทย ในห่วงโซ่อุปทานโดยเฉพาะการส่งออกเชื่อมโยงกับจีนมากกว่า ดังนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ เคมีภัณฑ์ หากสหรัฐมีการตั้งกำแพงภาษี จีนอาจชะลอการผลิต ซึ่งจะกระทบต่อหุ้นกลุ่มส่งออก ขณะที่ภาคการส่งออกไทยคิดเป็นประมาณ 70% ของจีดีพี อาจจะกระทบภาพรวมเศรษฐกิจของไทยด้วย

“สรุปคือ ทรัมป์มา ตลาดหุ้นที่จะได้ประโยชน์มากที่สุด คือ สหรัฐ รองลงมาเป็นอินเดีย ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง แต่ทั่วโลกน่าจะเหนื่อย”

ฟันด์โฟลว์กลับหุ้นไทยยาก

นายสิทธิชัย ดวงรัตนฉายา นักกลยุทธ์อาวุโสตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กระแสฟันด์โฟลว์ช่วงที่เหลือของปีนี้เป็นภาพการไหลออก คงจะไหลกลับมาสู่ตลาดหุ้นไทยได้ค่อนข้างยาก เพราะเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่า ขณะที่สหรัฐมีการลดดอกเบี้ย ลดภาษี และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ เพราะฉะนั้น ภาพฟันด์โฟลว์คงไหลกลับตลาดการเงินสหรัฐหมด และคงจะไหลออกมายากในช่วงเวลานี้จนถึงสิ้นปี

ทั้งนี้ ประเมินดัชนี SET โค้งสุดท้ายของปีนี้จะอยู่ในกรอบ 1,500-1,550 จุด เพราะเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะยังมีภูมิคุ้มกันกลับขึ้นไปยืนอยู่ในระดับนั้นได้ จากแรงหนุนเงินบาทอ่อนค่าซึ่งส่งผลกับเศรษฐกิจไทยในส่วนของการส่งออกและการท่องเที่ยว และปลายปีที่คาดหวังว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาเพิ่มเติมอีกรอบหนึ่ง

ต่างชาติเททิ้งบอนด์ไทย

นายสงวน จุงสกุล ผู้บริหารฝ่ายธุรกิจสายงานตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ความเคลื่อนไหวตลาดและนักลงทุนที่ตอบสนองต่อนโยบายของทรัมป์ (Trump Trade) ส่งผลต่อค่าเงินชัดเจน แต่ส่งผลน้อยมากต่อตลาดพันธบัตรและหุ้นกู้

โดยนับจากเดือน ต.ค. ถึงวันที่ 7 พ.ย. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตลาดเริ่มคาดการณ์โอกาสชัยชนะของทรัมป์ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิพันธบัตรรัฐบาลไทย 5 หมื่นล้านบาท เป็นการปรับพอร์ตลดความเสี่ยงสินทรัพย์ตลาดเกิดใหม่ ซึ่งก็เกิดพร้อม ๆ กับทิศทางการอ่อนค่าของเงินบาทในช่วงเวลาดังกล่าว คือเงินบาทอ่อนค่าจาก 32.15 บาท ไปอยู่ที่ 33.60 บาท ก่อนวันเลือกตั้ง แต่ไปแตะระดับสูงสุด 34.46 บาท ของสายวันที่ 7 พ.ย.

อย่างไรก็ตาม บอนด์ยีลด์ไทยตอบสนองต่อแรงขายน้อยมาก โดยยีลด์พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ ที่ 2.40-2.55% โดยมีแรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยของ กนง. เมื่อวันที่ 16 ต.ค. และยังมีแรงหนุนจากแรงซื้อจากนักลงทุนในประเทศที่มีสภาพคล่องมาก

Trump Trade บาทอ่อนระยะสั้น

นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงิน ตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ปัจจัย Trump Trade ส่งผลทิศทางค่าเงินบาทในระยะสั้น 1 เดือน หลังจากนี้จะเห็นการเคลื่อนไหวอ่อนค่าในระดับ 34.50-35.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยหลังจากทรัมป์เป็นประธานาธิบดี คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะปรับตัวดีขึ้น อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ขาดดุลงบประมาณมากขึ้นจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ปรับลดลงเร็วมาก

“นอกจากนี้ก็มีเรื่องกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย เนื่องจากคนกลัวเรื่องของกำแพงภาษี ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นและพันธบัตร (บอนด์) ในตลาดเอเชียและไทย อย่างไรก็ดี ภายหลังจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Bond Yield) ปรับเพิ่มขึ้น จะเริ่มทยอยปรับลดลง หลังจากนักลงทุนหันกลับมาโฟกัสเรื่องนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มากขึ้น

โดยจะเริ่มเห็นเงินบาททยอยกลับมาแข็งค่าได้ในช่วงเดือนธันวาคม 2567 อยู่ที่ระดับ 33.00-33.50 บาทต่อดอลลาร์ เนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจกลับมาชะลอตัว ทำให้นักลงทุนกลับมามองว่า เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยมากขึ้น ส่งผลบอนด์ยีลด์สหรัฐทยอยปรับลดลง รวมถึงปัจจัยฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นและบอนด์ ตลอดจนไทยเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว ซึ่งเป็นผลให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้

เฟดลดดอกเบี้ยหนุนค่าเงิน EM

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า กรณีเฟดปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ถือว่าเป็นไปตามความคาดหมายของตลาด โดยสิ่งที่ตลาดจับตาอยู่คือหลังจากนี้แนวโน้มดอกเบี้ยเฟดจะเป็นไปอย่างไร เพราะมีเรื่องนโยบายทรัมป์เข้ามา อย่างไรก็ตาม ประธานเฟดพูดค่อนข้างดีว่า ไม่คิดนำนโยบาย แต่จะพิจารณาตัวเลขเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะฉะนั้น หากตีความแค่นี้ นโยบายของเฟดในการจะค่อย ๆ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยน่าจะเป็นลักษณะนี้ต่อไป โดยตอนนี้ตลาดคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้อีก 1 ครั้ง 0.25% และปีหน้าอีก 1% เพราะฉะนั้น ดอกเบี้ยเฟดปลายทางจะอยู่ที่ 3.5% ในปีหน้า

ทำให้บอนด์ยีลด์สหรัฐอ่อนตัว และกดดันค่าเงินดอลลาร์พักตัวลงมา ซึ่งหนุนให้ค่าเงินในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) กลับไปแข็งค่าขึ้นได้ ช่วยดึงดูดฟันด์โฟลว์ไหลกลับเข้ามาได้บ้าง โดยกลุ่มหุ้นที่เคยได้รับผลกระทบจากดอกเบี้ยสูงน่าจะฟื้นกลับขึ้นมาได้ เช่น กลุ่มไฟแนนซ์, โรงไฟฟ้า เป็นต้น

YLG ทองคำแตะ 5 หมื่นปีหน้า

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า หลังจากที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้ง ราคาทองคำมีการปรับฐานลง เนื่องจากปีนี้ราคาทองคำปรับขึ้นมาค่อนข้างสูง แต่จะเป็นเพียงระยะสั้น โดยระยะยาวยังมองว่า ทองคำยังไปต่อ

“แม้ราคาทองคำต่างประเทศจะปรับลง แต่เงินบาทที่อ่อนค่ายังช่วยให้ราคาทองคำในประเทศปรับลงไม่แรงมากนัก ข้อดีของทรัมป์ ที่จะช่วยทำให้ทองคำปรับขึ้นต่อได้ คือ การหยุดสนับสนุนเงินยูเครน รวมถึงกำแพงภาษีที่จะเพิ่มในหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่ต้องการลดการถือครองค่าเงินดอลลาร์ลง ยังเป็นนโยบายที่บวกกับราคาทองคำ”

นอกจากนี้ ในการประชุม FOMC ล่าสุดที่มีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนราคาทองคำต่อไปได้เช่นเดิม แต่ช่วงระยะสั้น ทองยังปรับฐานลงต่อได้อีก ให้แนวรับที่ 2,600-2,550 ดอลลาร์ เป็นจุดเข้าซื้อได้ ส่วนภาพใหญ่ประเมินปี 2568 น่าจะได้เห็น 3,000 ดอลลาร์ ส่วนในประเทศประเมิน 50,000 บาท

“แนะนำติดตามนโยบายทรัมป์ ว่าจะมีการปรับนโยบายใดบ้าง จากที่ได้พลังเสียงทั้ง 2 สภา การออกนโยบายต่าง ๆ อาจจะได้รับการอนุมัติ เชื่อว่าจะทำให้ตลาดทองคำ คริปโตเคอร์เรนซี ตลาดหุ้น ผันผวนทั้งหมด”