Skip to content

ธปท.ย้ำดอกเบี้ย 2.25% เหมาะสม ห่วงอุตฯยานยนต์ กระทบแรงงานล้านคน

06 ม.ค. 2568 | 15:06น.
ธปท.ย้ำดอกเบี้ย 2.25% เหมาะสม ห่วงอุตฯยานยนต์ กระทบแรงงานล้านคน

ธปท.เผยเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนสูง ชี้นโยบายการเงินต้องรองรับสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย ย้ำดอกเบี้ย 2.25% ต่อปี สอดคล้องบริบท-ศักยภาพเศรษฐกิจไทย ดำเนินนโยบายแบบ Robust Policy ด้านเงินเฟ้อทั่วไปปี’68 อยู่ที่ 1.1% ทรงตัวเข้าขอบล่างเป้าหมาย-ยังยึดเหนี่ยวระยะปานกลาง จับตาอุตสาหกรรมรถยนต์ยังน่าห่วง แม้มูลค่าจีดีพีไม่มาก แต่มีแรงงานกว่า 1 ล้านคน

เศรษฐกิจไม่แน่นอนสูงต้องรักษากันชนไว้รองรับ

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงาน Monetary Policy Forum 4/2567 ว่า ภาพเศรษฐกิจไทยมองไปข้างหน้าภาพใหญ่ยังฟื้นตัวได้ตามศักยภาพปานกลาง แต่การฟื้นตัวอาจจะมีความต่างและไม่เท่าเทียมกันในบางจุด รวมถึงความไม่แน่นอนในระยะข้างหน้าที่คาดว่าจะสูงขึ้น โดยเฉพาะในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ดังนั้น ในแง่ของการดำเนินนโยบายการเงินจะต้องมีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับสถานการณ์ที่มีความหลากหลาย รวมถึงต้องให้ความสำคัญในการรักษากันชน (Buffer) ในด้านต่าง ๆ ไว้ และการพิจารณาผสมผสานเครื่องมือในเชิงนโยบายให้เหมาะสมกับพัฒนาการที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ หากดูการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3/67 ที่ผ่านมาขยายตัวอยู่ที่ 3% จากไตรมาสที่ 2 ที่อยู่ที่ 2.7% เหมือนที่ ธปท.มองไว้ว่าจะฟื้นตัวที่ 2%, 3% และ 4% โดยในแง่ภาพรวมการเติบโตจะเห็นจีดีพีไตรมาส 4 ขยายตัวได้เกิน 3% ซึ่งภาพรวมยังคงเป็นลักษณะเดิม

โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากการใช้จ่ายภาครัฐและการส่งออกที่ดีขึ้น แม้ว่าการบริโภคจะชะลอลงหลังจากเร่งไปก่อนหน้านี้ และภาคบริการยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ดี ในแง่ภาคการผลิตจะเห็นว่าได้รับผลกระทบค่อนข้างเยอะ ทำให้ตัวเลขอาจจะดูยังฟื้นตัวได้ไม่ค่อยชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยในแง่การแข่งขันจากภายนอกที่สูงขึ้น รวมถึงปัจจัยเรื่องของปัญหาโครงสร้างต่าง ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ และชิ้นส่วนต่าง ๆ ที่พัฒนาการในช่วงที่ผ่านมาพบว่ามีทิศทางแย่ลง

ลั่นดำเนินนโยบายยังยึดกรอบ 3 ด้าน

ดังนั้น จุดใหญ่ที่ ธปท.จะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง หรือปรับนโยบายการเงินนั้น จะอยู่บนปัจจัย 3 ด้าน คือ 1.การเติบโตเศรษฐกิจ ซึ่งปัจจุบันยังมีทิศทางฟื้นตัวและสอดคล้องกับระดับศักยภาพ 2.อัตราเงินเฟ้อไม่ได้หลุดลอยจากกรอบเป้าหมาย 1-3% โดยคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 อยู่ที่ 1.1% อยู่ในกรอบเป้าหมายทรงตัวอยู่ในขอบล่าง

และ 3.เสถียรภาพระบบการเงิน จะเห็นการลดสัดส่วนหนี้ Debt Deleveraging เกิดขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพระบบการเงินในระยะยาวปรับลดลง แต่ก็ยังมีความเสี่ยงระยะยาวจากสินเชื่อชะลอลง ทำให้นโยบายการเงินค่อนข้างเปิด (Open) มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง นโยบายการเงินจะต้องพร้อมรองรับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น หรืออาจเกิดขึ้นเร็วหรือช้า หรือมีผลมากและน้อย ซึ่งการคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 2.25% เป็นระดับที่สอดคล้องกับศักยภาพและเงินเฟ้อโน้มเข้าสู่กรอบเป้าหมาย และเป็นการดำเนินนโยบายแบบ Robust Policy

“หากภาพรวมเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อมีการเปลี่ยนไปกว่าที่คาดการณ์อย่างมีนัย นโยบายการเงินก็พร้อมจะปรับเปลี่ยน ภายใต้เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวลักษณะ K Shape อุตสาหกรรมรถยนต์-ชิ้นส่วนยานยนต์แย่ลง แต่มีบางส่วนยังไปได้ ภาคบริการก็ยังสามารถหล่อเลี้ยงไปได้ อย่างไรก็ดี การทำสมมุติฐาน (Scenario) ของการปรับลดดอกเบี้ยจะมีปัจจัยอะไรบ้างนั้น ธปท.คงทำมากขึ้น

แต่อาจจะต้องรอทรัมป์ที่จะเข้ามาออฟฟิศในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ เพราะตอนนี้นโยบายยังไม่ชัดเจน การบังคับใช้นโยบายก็ไม่มีความชัดเจน หรือการตอบโต้ก็ไม่ชัดเจน หากเราเริ่มเห็นความชัดเจนการทำ Scenario สามารถทำได้ อย่างไรก็ดี เฟรมใหญ่ยังคงอยู่ที่กรอบเงินเฟ้อเป้าหมาย และประสิทธิผลการทำนโยบายการเงินที่เราต้องทำอยู่แล้ว”

สำหรับทิศทางค่าเงินบาทในปี 2568 ยอมรับว่ามีความผันผวนมากขึ้น เนื่องจากนโยบายการเงินประเทศหลักคาดเดาได้ค่อนข้างยาก โดยเงินบาทจะมีความผันผวนสูงขึ้น โดยปัจจัยยังมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก

ชี้จุดยืนดอกเบี้ย 2.25% สอดคล้องศักยภาพเศรษฐกิจ

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 อยู่ที่ 1.1% และหากดูเงินเฟ้อระยะปานกลางเฉลี่ย 5 ปีข้างหน้า หรือในปีที่ 6-10 จากข้อมูลตลาดการเงินพบว่าค่าเฉลี่ยอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 1.7-1.8% ยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบ

ทั้งนี้ ตอบคำถามที่ว่า อัตราเงินเฟ้อคาดการณ์อยู่ในระดับใด ธปท.จึงจะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินนั้น มองว่า จากข้อมูลตลาดการเงินหากอัตราเงินเฟ้อแกว่งตัว +- แบบ Side Way ไม่น่ากังวล แต่หากการแกว่งไปในทิศทางเดียวอาจจะกังวล เนื่องจาก ธปท.จะดู Dynamic ของอัตราเงินเฟ้อ หากเกิด Price Shock ในสินค้าใดสินค้าหนึ่งและมีการกระจายไปยังซัพพลายเชนด้วย จะเป็นสิ่งที่ ธปท.พิจารณานอกจากเงินเฟ้อระยะปานกลาง

ขณะที่ภาวะการเงินโดยรวมที่ทำหน้าเป็นตัวกลางมีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ความต้องการลดลง (Demand) ภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ขนส่งผู้โดยสารใช้สินเชื่อน้อยลง เพราะรายได้ดีขึ้น 2.ความเสี่ยงด้านเครดิตสูงขึ้น ซึ่งเกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในลักษณะ K Shape ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ และ 3.การคืนชำระหนี้หลังจากปล่อยไปในช่วงโควิด-19

ดังนั้น จุดยืนของนโยบายการเงินที่ระดับ 2.25% ถือเป็นจุดยืนที่เป็นกลาง สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจที่ขยายตัวในปลายปีนี้และต้นปีหน้า และจุดยืนยังสอดคล้องกับระบบการเงิน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนที่ทยอยลดลงค่อยเป็นค่อยไป แต่ในบริบทที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน นโยบายการเงินจะต้องพร้อมรองรับเหตุการณ์ต่าง ๆ หรือนโยบายแบบ Robust Policy และสอดคล้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะสั้นและระยะยาว (Policy Stance)

“หากเราปรับลดดอกเบี้ยวันนี้ เราจะสูญเสียการรักษาขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน หรือ Policy Space และผลประโยชน์ (Benefit) จะจำกัด เพราะการปรับลดดอกเบี้ยจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจำกัดในภาวะเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง เพราะธุรกิจมีความลังเลในการจ้างงานและลงทุน เพราะมี Fixed Cost ดังนั้น ประสิทธิผลนโยบายจะลดลง”

ชี้อุตสาหกรรมรถยนต์เจอปัญหาทั่วโลก หวั่นกระทบแรงงานกว่า 1 ล้านคน

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทั้งยุโรปและเยอรมัน จะเห็นว่ามีการประกาศปิดโรงงาน ซึ่งเป็นปัญหาทั้งจากข้างนอกและข้างในประเทศ โดยยังคงเป็นอุตสาหกรรมที่ยังคงมีความท้าทาย และมีผลกระทบต่อไทย แม้ว่าในแง่มูลค่าต่อจีดีพีไม่สูงมาก แต่ในแง่จำนวนแรงงานอาจจะมีสูงกว่า 1 ล้านคน ซึ่งอาจจะเกิดผลกระทบในรอบที่ 2 และ 3 ตามมา และเป็นสิ่งที่ ธปท.ต้องจับตาและเป็นความท้าทายของอุตสาหกรรมหนึ่ง ซึ่งในเชิงนโยบายมหภาคก็มีขอบเขตการดูแลธุรกิจเฉพาะ

ทั้งนี้ ตัวเลขสินเชื่อเช่าซื้อคาดการณ์ว่าตัวเลขจริงในปี 2567 จะออกมาติดลบ หลังจากตัวเลขในไตรมาสที่ 3/2567 หดตัว -7.7% โดยในปี 2568 สถานการณ์อาจจะปรับดีขึ้นบ้าง แต่ก็อาจจะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมยานยนต์ว่าจะปรับตัวดีขึ้นแค่ไหน ซึ่งมีสัญญาณบางอย่างเริ่มทรงตัว ทั้งราคารถมือสองและยอดขายรถที่เริ่มดีขึ้น แต่ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว

ปิติ ดิษยทัต

ยันใช้ Outlook-Data Dependent ประเมินนโยบายการเงิน

การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท.จะพิจารณาแบบ “Data Dependent” หรือ “Outlook Dependent” เป็นหลัก นายปิติกล่าวว่า การดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง จะดำเนินนโยบายการเงินภายใต้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และข้อมูลใหม่ที่เข้ามามีประโยชน์ที่จะนำมาปรับอะไรหรือไม่ ส่วนการให้น้ำหนักข้อมูลในแต่ละเดือน หรือไตรมาสที่เข้ามา หากข้อมูลปรับแย่ลง ธปท.จะปรับลดดอกเบี้ยเลย หรือหากข้อมูลเข้ามาดีขึ้น ก็ปรับนโยบายการเงินทันที มองว่าข้อมูลที่เข้ามาเป็นเสียงรบกวน (Noise) แต่ ธปท.จะดู Outlook และประเมินไปในระยะข้างหน้าในการปรับเปลี่ยน โดย ธปท.จะใช้ Data ในการเอามาย่อยเพื่อปรับนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า

จีดีพีปี’68 โต 2.9% จับตานโยบายการค้าสหรัฐ กระทบไทย 3 ช่องทาง

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวในระดับ 2.9% แม้จะขยายตัวได้ แต่ก็ยังมีความท้าทาย โดยปัจจัยบวกมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเงินโอน 10,000 บาท และมาตรการ “Easy E-Receipt” และภาคการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวอยู่ที่ 39.5 ล้านคน อย่างไรก็ดี ยังต้องจับตาการตึงตัวของสินเชื่อที่อาจจะกระทบเศรษฐกิจภาพรวมได้

ปราณี สุทธศรี

ขณะที่ความเสี่ยงนโยบายสหรัฐฯ ของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผ่านนโยบายการลดภาษี การตั้งกำแพงภาษี พลังงาน และผู้อพยพ ซึ่งจะกระทบ 1.ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ 2.ปริมาณการค้าโลกชะลอตัว หากมีการตอบโต้เกิดขึ้น และ 3.เงินเฟ้อโลกและสหรัฐสูงขึ้น ดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าระยะสั้น

โดยผลกระทบต่อไทยจะผ่าน 3 ช่องทาง คือ 1.สินค้าไทยต้องแข่งขันกับจีนมากขึ้น (China Flooding) 2.การลงทุน จะเห็นการย้ายฐานการผลิตมาไทยและอาเซียนมากขึ้น แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอน และ 3.การเชื่อมโยงระหว่างไทยและจีน หากเศรษฐกิจจีนชะลออาจจะกระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทย

“ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย หากทรัมป์มีนโยบายกีดการทางการค้า จะมีสินค้าจีนทะลักเข้ามาไทยมากขึ้น ซึ่งไทยนำเข้าสินค้าจีนดีกรีสูงกว่าประเทศอื่น ส่วนการบริโภคสินค้าไทยและจีนเชื่อมโยงกัน แม้ว่าอุปสงค์ภายในประเทศจะขยายตัวได้ แต่เห็นว่ามีหลายเซ็กเตอร์ที่ชะลอตัวและติดลบ เพราะมีการนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งเป็นความเสี่ยงหากมาตรการกีดกันทางการค้ารุนแรงขึ้น ก็อาจเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยได้”