ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เผยเศรษฐกิจมีความท้าทายปัจจัยเสี่ยงในและต่างประเทศ แต่สินเชื่อยังขยายตัวได้ 3.4% รายย่อยโตพุ่ง 9% คงเป้าสินเชื่อโต 7-8% ชี้ รุกธุรกิจรายใหญ่-เอสเอ็มอี-รายย่อย ด้านหนี้เสียคุมไม่เกิน 3% มองผู้ว่าการคนใหม่ ลดดอกเบี้ย แม้กระทบ NIM แต่ช่วยให้ลูกหนี้ชำระหนี้ดีขึ้น-ความต้องการสินเชื่อ
นายฉี ชิง-ฟู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ LH Bank เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2568 มีปัจจัยความเสี่ยงในเรื่องของการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Reciprocal Tariffs) หากโดนภาษี 15-20% คาดว่าผู้ประกอบการยังสามารถบริหารจัดการได้ คาดว่าจีดีพีขยายตัว 1.7% และอัตราภาษี 36% คาดว่าจีดีพีเหลือต่ำกว่า 1%
ดังนั้น ธนาคารต้องมีการประเมินลูกค้าต่อเนื่อง รวมถึงการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญจาก 116 ล้านบาท เพิ่มเป็น 130 ล้านบาท เพื่อรองรับเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังการตั้งสำรอง ไม่น่าจะสูงเท่าครึ่งแรกของปี เนื่องจากได้มีการตั้งสำรองไว้สูงแล้วนับจากช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา

สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 ถือว่าขยายตัวได้ดี โดยสินเชื่อขยายตัวได้ 3.4% จากเป้าหมายทั้งปี 7-8% ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรม และเติบโตทุกกลุ่ม โดยธุรกิจรายย่อย 9% โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลขยายตัว 284% สินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ 6% และสินเชื่อระหว่างประเทศขยายตัว 9.9%
สำหรับสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) อยู่ที่ 2.5% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และยังอยู่ภายใต้กรอบที่ตั้งไว้ 3% ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลงมาที่ 2.04% จากระดับ 2.32% เนื่องจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งก็ส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินโดยรวม และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 1-2 ครั้ง
ดังนั้น ธนาคารจึงให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย (Fee Based Income) และการบริหาร Cost of Fund เพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว ขณะเดียวกัน การปรับลดอัตราดอกเบี้ยก็ส่งผลในทางที่จะสนับสนุนความต้องการลงทุน และบรรเทาภาระของผู้กู้ด้วย
อย่างไรก็ดี ธนาคารยังคงเป้าหมายสินเชื่อทั้งปีที่ตั้งเป้าหมายไว้ 7-8% โดยธนาคารยังเน้นการเติบโตธุรกิจรายใหญ่ และเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ โดยธนาคารจะมีการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าแต่ละกลุ่ม และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นกลุ่มให้ผลตอบแทนสูง (High Yield) รวมถึงกลุ่มบ้านแลกเงิน (Home for Cash) และยังให้ความสำคัญกับกลุ่มลูกค้าลงทุนโดยตรงต่างประเทศ (FDI) ที่มองว่าตัวเลขการเข้ามาลงทุนน่าจะเติบโตได้ 5% ซึ่งที่ผ่านมา ธนาคารได้เปิดสาขาอมตะนครเพื่อรองรับการลงทุนส่วนนี้
“ในระยะต่อไปเราจะโฟกัสไปที่กลุ่ม High Yield พร้อม ๆ กับการเร่งช่วยเหลือลูกค้าผ่านโครงการคุณสู้ เราช่วยอย่างต่อเนื่อง โดยหนี้เสียคาดว่าคุมไม่เกิน 3% แม้ว่าเราจะเน้นสินเชื่อบุคคล ซึ่งเป็นสินเชื่อไม่มีหลักประกัน แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณหนี้เสียเพิ่มในช่วง 2 ไตรมาส จึงน่าจะคุมหนี้เสียได้ในกรอบ 3%”
สำหรับกลยุทธ์ของธนาคารระหว่างปี 2568-2572 โดยมุ่งเน้นเพิ่มความสามารถในการหารายได้ทั้งในส่วนของรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย และการบริหาร Cost of Fund ไปพร้อม ๆ กับการขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธนาคาร รวมถึงร่วมมือกับพันธมิตรเพื่อให้เกิดการ Cross Sale เพิ่มขึ้น และการนำ Digital & AI มาใช้มากขึ้น โดยในเดือนสิงหาคมก็จะมีการเปิดตัวแพลตฟอร์มที่จะมาให้บริการกับกลุ่มธุรกิจรายใหญ่ด้วย และยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนลูกค้าในการเปลี่ยนผ่านทางด้าน Sustainable อีกด้วย
นายฉี ชิง-ฟู่ เปิดเผยถึงกรณีผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนใหม่ที่ตลาดคาดว่าอาจจะมีการลดดอกเบี้ยนโยบายลงมากกว่าที่คาดนั้น ธุรกิจธนาคารจะรอดูว่าดอกเบี้ยนโยบายจะลดลงในช่วงไหน ซึ่งคาดว่าจะลดลงในช่วงปลายปี 2568 หรือต้นปี 2569
ทั้งนี้ การลดลงของดอกเบี้ยจะมีผลต่อรายได้ธนาคารในด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ลดลง อาจจะไม่ได้กำไรมากขึ้น แต่อีกด้านคือดอกเบี้ยที่ลดลงอาจจะช่วยให้การผิดนัดชำระหนี้ลดลง เพราะคนมีภาระดอกเบี้ยลดลง
“ถ้าดอกเบี้ยลดลง แบงก์อาจจะไม่ได้กำไรมากขึ้น แต่อาจจะทำให้คนจ่ายหนี้ไหวได้มากขึ้น ธุรกิจอาจจะมีความต้องการหาเงินทุนเพิ่มขึ้นเพราะต้นทุนต่ำลง”
ส่วนกรณีความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา มองว่า อาจจะกระทบในเรื่องของการค้าชายแดนบางส่วน แต่เชื่อว่าเป็นปัจจัยระยะสั้น