บาทอ่อนค่า นักลงทุนกังวลสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (24/7) ที่ระดับ 32.12/13 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (23/7) ที่ระดับ 32.15/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยดอลลาร์ยังคงปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่อง วานนี้ (23/7) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงวิพากษ์วิจารณ์นายเจอโรม พาวเวลล์ จากการที่เฟดยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง
อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์ไม่ได้เอ่ยปากไล่นายเพาวเวลล์ตามที่เคยปฏิบัติมา นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐกล่าวในวันพรุ่งนี้ (24/7) ว่า รัฐบาลของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่รีบร้อนที่จะเสนอชื่อประธานเฟดคนใหม่เพื่อมาแทนที่นายพาวเวลล์ ทั้งนี้วาระการดำรงตำแหน่งประธานเฟดของนายพาวเ;ลล์จะสิ้นสุดลงในเดือน พ.ค. 2569 แต่เขายังคงสามารถดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการเฟดจนถึงเดือน ม.ค. 2571 และยังไม่มีท่าทีที่จะลาออกก่อนหมดวาระ
ด้านสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองลดลง 2.7% สู่ระดับ 3.93 ล้านยูนิตในเดือน มิ.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.00 ล้านยูนิต โดยเมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านทรงตัวในเดือน มิ.ย.
นอกจากนี้ ราคาเฉลี่ยของบ้านเพิ่มขึ้น 2% สู่ระดับ 435,300 ดอลลาร์ อีกทั้งในส่วนของสมาคมธนาคารเพื่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBA) ของสหรัฐ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 0.8% ในสัปดาห์ที่แล้ว แม้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองปรับตัวขึ้น โดยจำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการซื้อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 3% ในสัปดาห์ที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ วันนี้ (24/7) มีรายงานว่า เกิดการปะทะที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลกระหว่างวันให้ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาด เนื่องจากผู้ลงทุนเกิดความกังวลในความขัดแย้งที่รุนแรงมากขึ้นเกี่ยวกับดินแดนที่เป็นข้อพิพาท
ด้านนายพูนพงศ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือน มิ.ย. 2568 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 28,649 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวต่อเนื่องอยู่ที่ระดับ 15.5% จากที่ตลาดคาดการณ์ราว 18-19% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่า 27,588 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.1% ส่งผลให้เกินดุลการค้า 1,061 ล้านดอลลาร์
ขณะที่ช่วงครึ่งปีแรก การส่งออกมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 166,851 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 15% ส่วนการนำเข้า มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 166,914 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 11.6% ขยายตัว 11.6% ส่งผลให้ขาดดุลการค้ารวม 62.2 ล้านดอลลาร์
โดยปัจจัยที่สนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกในเดือน มิ.ย. มาจากการเร่งส่งออก เนื่องจากประเทศคู่ค้าเร่งสต๊อกสินค้าก่อนที่มาตรการปรับขึ้นภาษีศุลกากรจากสหรัฐ จะมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ, แรงส่งต่อเนื่องจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของการส่งออกสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตรที่สำคัญ เช่น ผลไม้, มันสำปะหลังและน้ำตาลทราย
ผู้อำนวยการ สนค.ยอมรับว่า การส่งออกในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอตัวลง ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากมาตรการภาษีของสหรัฐ และอีกส่วนหนึ่งเป็นผลจากเงินบาทที่แข็งค่า แต่อย่างไรก็ดีเชื่อว่า ภาพรวมการส่งออกของไทยทั้งปีนี้ จะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ว่าจะขยายตัวได้ 2-3% ทั้งนี้ หากจะทำให้การส่งออกของไทย เป็นไปตามเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้ 2-3% นั้น ในช่วง 6 เดือนที่เหลือจะต้องมีมูลค่าการส่งออกไม่ต่ำกว่าเดือนละ 23,300-23,800 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สหรัฐได้รับข้อเสนอจากไทยแล้วเกือบทั้งหมด โดยสหรัฐระบุคำอธิบายหรือข้อเสนอที่เกี่ยวกับนโยบายที่ต้องการตอบกลับมาบ้าง ซึ่งไทยจะนำกลับมาพิจารณาว่าทำได้หรือไม่อย่างไร พร้อมคาดหวังว่าไทยจะได้ระดับภาษีที่สามารถแข่งขันในระดับอาเซียนได้ เนื่องจาก หลายประเทศได้ราว 19-20% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.11-32.29 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.23/25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (24/7) ที่ระดับ 1.1770/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (23/7) ที่ระดับ 1.1725/26 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันนี้ (24/7) หลังปรับลดติดต่อกันถึง 7 ครั้ง จากเดิม 4% สู่ 2% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่เร่งตัวหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อกลับมาอยู่ที่ระดับเป้าหมาย 2% และคาดว่าจะทรงตัว แต่ความไม่แน่นอนด้านการค้ากับสหรัฐ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ECB ต้องรอดูท่าที
ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐ และสหภาพยุโรป (EU) ยังคงสร้างความกังวลให้กับผู้กำหนดนโยบาย โดย ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ขู่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอียูสูงถึง 30% ซึ่งสูงกว่ากรณีเลวร้ายที่สุดที่ ECB ประเมินไว้เมื่อเดือนก่อน ส่งผลให้นายคริสติน ลาการ์ด และคณะกรรมการนโยบายจำเป็นต้องทบทวนแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อของยูโรโซน
อย่างไรก็ตาม มีรายงานจากนักการทูตว่า สหรัฐและอียูกำลังใกล้บรรลุข้อตกลงทางการค้าที่อาจกำหนดภาษีสินค้านำเข้าในวงกว้างเพียง 15% ซึ่งต่ำกว่าที่ตลาดกังวลก่อนหน้านี้ แต่ยังสูงกว่าฐานคาดการ์เดิมที่ 10% นักวิเคราะห์จากหลายสถาบันยังคงมองต่างมุม ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.756-1.1780ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1756/58 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (24/7) ที่ระดับ 146.44/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (23/7) ที่ระดับ 146.41/42 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มอีก หลังจากที่ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตเศรษฐกิจญี่ปุ่นเริ่มคลี่คลายลงแล้ว จากการที่บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐได้ แม้ว่ามาตรการดังกล่าวยังคงสร้างแรงกดดันต่อภาคธุรกิจอยู่มาก
อย่างไรก็ดี นายโยชิโนบุ ซึสึอิ ประธานสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น กล่าวว่า การเจรจาอย่างต่อเนื่องให้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า พร้อมเสริมว่า สมาพันธ์ให้ความชื่นชมอย่างสูงต่อผลลัพธ์ของข้อตกลงที่เกิดขึ้น ด้าน S&P Global เปิดเผยผลสำรวจว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของญี่ปุ่นขั้นต้นในเดือน ก.ค. ปรับตัวลงสู่ระดับ 48.8 โดยกลับเข้าสู่ภาวะหดตัวที่ระดับ 50.1 ในเดือน มิ.ย. โดยมีสาเหตุหลักจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ
ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นขยายตัวสู่ระดับ 53.5 ในเดือน ก.ค. โดยได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในประเทศ การเติบโตของภาคบริการช่วยพยุงภาพรวมเศรษฐกิจ ส่งผลให้ดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นต้น ทรงตัวอยู่ที่ 51.5 ในเดือน ก.ค.เท่ากับเดือนก่อนหน้า ผลสำรวจชี้ว่า ดัชนีย่อยภาคการผลิตด้านผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่หดตัวรุนแรง สะท้อนความกังวลของภาคธุรกิจต่อผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.86-146.56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 146.52/53 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน มิ.ย.จากเฟดชิคาโก, ดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการขั้นต้นเดือน ก.ค. จาก S&P Global, ยอดขายบ้านใหม่เดือน มิ.ย. รวมถึงดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคบริการขั้นต้นเดือน ก.ค. จาก HCOB ของอียู, เยอรมนี และฝรั่งเศส, ดัชนี PMI ภาคกาคผลิตและภาคบริการขั้นต้นเดือน ก.ค.จาก S&P Global ของอังกฤษ, ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.จาก GfK ของเยอรมนี และการประชุมนโยบายการเงินของ ECB
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.4/-7.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.0/-5.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ