Skip to content

อ่านเทรนด์หุ้นไทย หลังปิดดีลภาษี 19%-ก.ค.ดีดแรง

02 ส.ค. 2568 | 11:35น.
อ่านเทรนด์หุ้นไทย หลังปิดดีลภาษี 19%-ก.ค.ดีดแรง

ตลาดหุ้นไทยกลับมาฟื้นตัวดูดีขึ้น ในเดือน ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดย SET Index ปิดที่ 1,242.35 จุด ปรับตัวขึ้น 147.44 จุด (+13%) ทั้งนี้ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทย 16,142 ล้านบาท เป็นการกลับมาซื้อสุทธิเป็นเดือนแรกของปีนี้ และในรอบ 9 เดือน ขณะที่ล่าสุดประเทศไทยปิดดีลภาษีกับสหรัฐที่ 19%

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) มองว่า ตลาดทุนน่าจะมองว่าอัตราภาษีสหรัฐที่ออกมา 19% นั้น ดีกว่าที่คาดไว้ โดยก่อนหน้านี้ตลาดอาจจะกังวล เรื่อง Tariffs นี้ค่อนข้างมาก ดังนั้น ตอนนี้ตลาดก็น่าจะคลายจากอาการ Overhang ลง

สำหรับเดือน ก.ค.ที่ต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยนั้น มองว่าเทรนด์นี้เป็นทั้งโลก ไม่ใช่แค่ประเทศไทย โดยเป็นภาวะ Oversold เพราะถ้าเทียบตั้งแต่ต้นปีมา ตลาดหุ้นไทย Underperform ตลาดหุ้นอื่น ๆ มหาศาล

“ก็ถือว่าดีขึ้น เพราะคนก็คงมองว่า ก่อนหน้านี้มี Panic Sale ไปเยอะ Oversold ไปเยอะแล้ว ส่วนมองไปในระยะข้างหน้า สุดท้ายแล้ว ตลาดทุนก็ต้องดูจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาด หากกำไรยังดี ยังเติบโต นักลงทุนก็พร้อมจะกลับเข้ามาลงทุน” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ KKP กล่าว

ขณะที่ นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) วิเคราะห์ว่า หลังจากสหรัฐประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทยที่ 19% แล้ว เบื้องต้นผลต่อตลาดหุ้นไทย อาจจะเห็นการ “Sell on Fact” เพราะที่ผ่านมา ดัชนี SET บวกขึ้นมาจากจุดต่ำสุดประมาณ 200 จุด

ก็คือมองว่า ตลาดตอบรับเรื่อง Laggard เรื่อง Price/Book Value (P/BV) ลงไปที่ 1 เท่า และตอบรับเรื่องโฟลว์ต่างชาติที่ไหลเข้ามาประมาณ 16,000 ล้านบาท ในเดือน ก.ค. และตอบรับเรื่องอัตราภาษีว่าจะอยู่แถว ๆ 20% บวกลบไปแล้ว

“พอภาษีออกมา 19% ถามว่าข้อดีคืออะไร ข้อดีคือ ถ้านับในแง่ของการขู่จะเก็บภาษีจาก 36% ลงมาเหลือแค่ 19% ผมว่ามันก็ออกมาในโทนบวกจริง แล้วก็ใกล้เคียงกับภูมิภาค ดังนั้น การแข่งขันก็จะกลับมาแข่งขันได้ ดังนั้น ผมคิดว่าเล่นอยู่ในกรอบ ประมาณ 1,200-1,275 จุด ในเดือน ส.ค. และผมคิดว่าหน้าหุ้น เดี๋ยวจะเริ่มกลับมาหาหุ้นที่เป็น Laggard Play ที่ตอน SET เด้งขึ้นมาแล้ว หุ้นนั้นยังไม่ฟื้น เช่น ADVANC, CPN พวกหุ้น Tariffs น่าจะจบในสัปดาห์นี้ แล้วก็น่าจะกลับมาเป็นพวกหุ้น Undamental Earnings แล้ว”

ส่วนระยะต่อไป นายสรพลชี้ว่า ต้องติดตามต่อไปว่า ไทยมีโอกาสลดภาษีนำเข้าสินค้าตัวใดบ้าง โดยแนะนำให้จับตาพวกสินค้าเกษตร และอุปกรณ์การแพทย์ รวมถึงยา จะเข้าข่ายที่มีการลดภาษีด้วยหรือไม่ ซึ่งหากมีการลดภาษีด้วย น่าจะทำให้หุ้น GFPT, BGT, CPF ก็อาจจะเป็นบวก รวมถึงหุ้นโรงพยาบาล และ หุ้นที่เป็นคลินิกเสริมความงามต่าง ๆ

กราฟฟิก เงินไหลเข้าหุ้นไทย

“ส่วนเรื่องโฟลว์ ผมมองว่าหลังจากนี้ อาจจะไม่ได้ไหลเข้าแรง คือผมมองค่าเงินบาทที่ 32.10-33.70 บาท/ดอลลาร์ ส่วนโฟลว์อาจจะมีการไหลเข้าต่อตรงดัชนีที่ 1,200-1,275 จุด แต่ผมไม่คิดว่าจะไหลเข้าแรงเหมือนช่วงเดือน ก.ค.แล้ว เพราะว่าเงินบาทมีโอกาสจะกลับมาอ่อนได้ในระยะสั้น ๆ” หัวหน้าทีมกลยุทธ์การลงทุน บล.กสิกรไทยกล่าว

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท หลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนฟินโนมีนา จำกัด กล่าวว่า โฟลว์ที่ไหลเข้าในช่วงที่ผ่านมา น่าจะเป็นการคาดการณ์ว่า ดีลภาษีไทยอาจจะไม่ได้ออกมาแย่ ซึ่งก็ออกมาไม่ได้แย่จริง ๆ ขณะที่เงื่อนไขหนึ่งที่ประเทศไทยเสนอให้สหรัฐ แล้วต่างจากประเทศอื่น คือ การเสนอว่าไทยจะพยายามลดดุลการค้ากับสหรัฐภายใน 5 ปี โดยจะลดลงให้ได้ประมาณ 30% จากที่เกินดุลอยู่

“ผมไม่เห็นที่อื่นเสนอเรื่องลดขาดดุล พอมีสิ่งนี้ แปลว่าเราแตกต่างจากคนอื่น ก็เลยพอมองได้ว่า ที่หุ้นไทยวิ่งขึ้นมา ส่วนหนึ่งคือเก็งกำไรจากที่ว่าเราจะโดนภาษีไม่ได้แพงกว่าเวียดนาม และมุมที่สองที่ให้น้ำหนักได้มากกว่า คือ อัตราการจ่ายเงินปันผลของ SET อย่างตอนนี้ SETHD (SET High Dividend) แม้จะอยู่แถว 1,230-1,240 จุด ก็ยังจ่ายได้ 6-6.5% ซึ่งถือว่าเยอะมากที่สุด เมื่อเทียบกับในเอเชียทั้งหมด และอีกมุมคือ ความ Laggard คือตั้งแต่ต้นปีมา เรา Underperform ที่อื่นมาตลอด แต่นี่เราเริ่มเห็นตลาดนิกเคอิ เริ่ม Sell on Fact ตลาดเกาหลีก็ปรับฐานลง 3% เวียดนามวันก่อนลบไป 4% ส่วนหุ้นไทยเป็น Defensive ก็เลยกลับมาได้”

นายชยนนท์กล่าวว่า ฟินโนมีนาให้กรอบดัชนี SET ช่วงที่เหลือของปีที่ 1,280 จุด โดยดูจากสัญญาณทางเทคนิค เส้นค่าเฉลี่ยที่ตรงกับ 200 วันพอดี แต่ก็คิดว่าคงไม่ผ่านตั้งแต่รอบแรก คงมีการย่อตัวลงก่อน ดังนั้นมองว่า 1,280 จุด เป็นจุดทำกำไรได้

สำหรับโฟลว์ต่างชาติ มองว่ายังไหลเข้าต่อได้ แต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าเงินบาทจะกลับมาอ่อนค่า เนื่องจากดอลลาร์เริ่มกลับมาแข็งค่า ซึ่งเงินบาทอาจจะไปถึง 33.00-33.40 บาท/ดอลลาร์ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ดังนั้นโฟลว์ที่เข้าหุ้นไทยหลังจากนี้ไป อาจจะไม่ใช่ต่างชาติแล้ว แต่จะเป็นนักลงทุนไทยมากกว่า โดยการเล่นหุ้นไทย หลังจากนี้หุ้นใหญ่จะเริ่มเล่นยาก แต่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กจะเริ่มมีการเล่นกันมากกว่า

“การลงทุนหุ้นไทยหลังจากนี้ ยังให้เลือก Universe ใน SETHD ให้เลือกในนั้น สำหรับตัวใหญ่ หรือไม่ก็เล่นตัวกลาง ตัวเล็ก ที่ไม่อ้างอิงกับส่งออกไปเลย พวกธุรกิจอาหารที่โดนกดมาก่อนหน้านี้ก็พอเล่นได้ ส่วนพวกค้าปลีกอันนี้รอการกระตุ้นจากภาครัฐ ผมคิดว่าเรื่องกัมพูชาที่หยุดยิงได้ และการเจรจาภาษีออกมา 19% ช่วยลดแรงเสียดทานจากการเมืองลงไปได้ จากที่ก่อนหน้านี้คนเชื่อว่า การเมืองจะอยู่ไม่นาน ผมคิดว่าเรื่องนี้ต่ออายุรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง” ประธานเจ้าหน้าที่ที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้ง บลจ.ฟินโนมีนากล่าว