หุ้นกลุ่ม ปตท.กำไรครึ่งแรกปี’68 ชะลอหนัก เอฟเฟ็กต์ราคาน้ำมันดิ่ง-เจอ Stock Loss-สเปรดปิโตรเคมีลดลง “บล.กสิกรไทย” คาดปีนี้กำไรอย่างน้อย 1.68 แสนล้าน ยังไม่รวมรายการพิเศษ ประเมินครึ่งปีหลังฟื้นตัวตามราคาน้ำมันดิบ-ค่าการกลั่นทรงตัว-รับรู้กำไรจากรายการพิเศษหลายรายการ มองผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชาต่อ OR มีจำกัด ขณะที่ “ซีอีโอ PTT” เดินหน้าปรับพอร์ตการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียม-โรงกลั่น มั่นใจกลยุทธ์มาถูกทาง
นายจักรพงศ์ เชวงศรี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หุ้นกลุ่ม ปตท. จำนวน 7 บริษัท ประกอบด้วย 1.บมจ.ปตท. (PTT) 2.บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) 3.บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) 4.บมจ.ไทยออยล์ (TOP)
5.บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) 6.บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) และ 7.บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) ผลประกอบการช่วงไตรมาส 2 ปี 2568 มีกำไรสุทธิรวมกันเกือบ ๆ 4 หมื่นล้านบาท ลดลง 43% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) และลดลง 11% เทียบไตรมาสก่อนหน้า (QOQ)
“หลัก ๆ ที่กำไรลดลงทั้ง YOY และ QOQ เป็นผลมาจากเกือบทุกบริษัท ยกเว้น GPSC กับ TOP ที่เพิ่มขึ้น ทั้ง YOY และ QOQ โดยในส่วนของหุ้นที่ลงคือ PTTEP ที่กำไรลดลงตามราคาน้ำมันดิบ แล้วก็ในเชิงของรายการพิเศษในการตั้งด้อยค่าเงินลงทุนในเม็กซิโก ขณะที่ OR ลดลงจาก Oil Margins ที่ลดลงตาม Stock Loss ส่วน PTTGC ลดลงจากสเปรดปิโตรเคมี ที่อยู่ระดับต่ำ และ Inventory Loss ด้าน IRPC ก็เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ TOP ที่เพิ่มขึ้นได้ มาจากรายการพิเศษในส่วนการบันทึกค่าความนิยมติดลบ (Negative Goodwill) ที่บริษัทลูกในอินโดนีเซียบันทึกมาจากการซื้อกิจการโรงกลั่นในสิงคโปร์ ถ้าไม่รวมตัวนี้ กับการซื้อหุ้นคืน กำไรก็จะติดลบ มี GPSC ตัวเดียวที่กำไรดีขึ้น จากมาร์จิ้นขายไฟที่ดีขึ้น”
นายจักรพงศ์กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มครึ่งปีหลัง กำไรกลุ่ม ปตท.คาดว่าจะดีขึ้น เพราะ 1.กำไรบริษัทลูกส่วนใหญ่ที่แย่ลงในช่วงครึ่งปีแรกมาจาก Stock Loss เป็นหลัก แต่ผลกระทบจะทยอยลดลงอย่างมีนัย จากราคาน้ำมันดิบที่จะกระทบน้อยลง
ประกอบกับค่าการกลั่นที่คาดจะทรงตัว นอกจากนี้ ก็จะมีรายการพิเศษเข้ามาด้วย อย่างเช่น ในไตรมาส 3 จะมีรายการของ PTT จากการขายหุ้น Lotus Pharmaceutical Company Limited (Lotus) ออกไป 2% ซึ่งจะมีกำไรพิเศษเข้ามาประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท

สำหรับกรณี OR ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชานั้น จากที่มีการประชุมนักวิเคราะห์ ทาง OR ชี้แจงว่า วอลุ่มยอดขายในกัมพูชา มีสัดส่วนแค่ 2% ของวอลุ่มรวม และใน 2% ดังกล่าว ยังแบ่งออกเป็นส่วนของปั๊มน้ำมัน และการขายส่งเข้าไป ซึ่งในส่วนที่มีการยกเลิกแฟรนไชส์ปั๊มน้ำมันไป คิดเป็น20% ของปั๊มที่ OR มีอยู่ทั้งหมดในกัมพูชา
ดังนั้น เชื่อว่าผลกระทบน่าจะค่อนข้างจำกัด ประมาณไม่เกิน 1% ของกำไรของ OR อย่างไรก็ดี อาจจะมีเรื่องที่ต้องเปลี่ยนรูปแบบคลังน้ำมันไปเป็นการเช่าแทน
“ธุรกิจน้ำมันในไทยเองก็ชะลอตัว ทาง OR ถึงต้องเน้น Nonoil คือ พวกคาเฟ่อเมซอน ธุรกิจต่อเนื่อง แล้วเดี๋ยวเขาก็จะเปิด Food & Beverage ตัวใหม่กับพันธมิตร แล้วก็มีพวก Budget Hotel ในปั๊ม ซึ่งเดี๋ยวก็คงมีทยอยประกาศออกมา เพื่อจะให้มี Growth Momentum รวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ถึงแม้ยอดขายรถ EV จะไม่ได้เยอะมากมาย แต่ก็เพิ่มขึ้นเยอะ การขยายหัวจ่าย ครึ่งปีแรกขยายไป 9% ครึ่งปีหลังจะขยายอีก 15%”
ทั้งนี้ คาดว่าบริษัทกลุ่ม ปตท.ที่จะฟื้นดีสุดในครึ่งปีหลัง คงเป็น OR เนื่องจากไตรมาส 3 ปีที่แล้วติดลบ ขณะที่ GPSC แนวโน้มดีอยู่แล้ว ส่วนที่เหลือจะมีปัจจัยบวกจากรายการพิเศษ
ส่วนแนวโน้มผลประกอบการทั้งปี 2568 นี้ นายจักรพงศ์กล่าวว่า เดิมประเมินว่ากลุ่ม ปตท.จะมีกำไร 168,000 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็น กำไรในส่วนของ PTT ประมาณกว่า 80,000 ล้านบาท PTTEP อีกประมาณ 60,000 ล้านบาท ที่เหลือก็เป็นบริษัทลูกอื่น ๆ ซึ่งกำไร 168,000 ล้านบาท ยังไม่รวมรายการพิเศษ ยกเว้น PTT ที่รวมรายการขายหุ้น Lotus แล้ว
“ถ้าเทียบกับปีที่แล้ว ปีนี้คาดว่ากำไรกลุ่ม ปตท.น่าจะดีขึ้นประมาณ 11% หลัก ๆ ก็มาจากรายการพิเศษ เพราะปีที่แล้ว PTTGC ก็มีรายการค่อนข้างใหญ่ ประมาณ 23,000 ล้านบาท ส่วนราคาหุ้นปัจจุบัน ก็ตึง ๆ เมื่อเทียบกับราคาเป้าหมาย ตัวที่เราชอบตอนนี้ก็มี TOP กับ PTTGC ที่จะมีกำไรพิเศษ ทั้งนี้ ตอนนี้หุ้นกลุ่ม ปตท.ส่วนใหญ่ จะ Outperform ทั้ง PTT, PTTEP, OR, TOP, PTTGC มี Neutral ตัวเดียวคือ IRPC”
นายคงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ได้ปรับพอร์ตการลงทุนกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมและโรงกลั่น โดยเปิดโอกาสให้มีพันธมิตรอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันเข้ามาช่วยเพิ่มมูลค่า เพราะยังมองว่าเป็นธุรกิจเรือธง คาดว่าจะมีการสรุปรายชื่อพันธมิตรที่ชัดเจนได้ภายในปี 2568 และตั้งเป้าดำเนินธุรกิจแล้วเสร็จภายในปี 2569 ทั้งยังมีแผนบริหารสินทรัพย์เพื่อเกิดประโยชน์สูงสุด และปรับโครงสร้างสินทรัพย์ให้เหมาะสม สร้างความแข็งแกร่งและวินัยทางการเงิน เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
โดยตั้งเป้าหมายสร้างกระแสเงินสดให้ได้ 38,000 ล้านบาท ในปี 2568 และปี 2569 อีก 77,000 ล้านบาท รวมเป็นสร้างกระแสเงินสดรวมกว่า 100,000 ล้านบาท
“ผลการดำเนินงาน 6 เดือนแรกปีนี้ ยังคงแข็งแกร่งด้วยกำไรสุทธิ 44,848 ล้านบาท เทียบกับกำไรสุทธิของทั้งปี 2567 ซึ่งอยู่ที่ 90,072 ล้านบาท ทำให้มั่นใจได้ว่ากลยุทธ์มาถูกทาง แม้ว่าจะมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกต่าง ๆ อาทิ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้มีส่วนต่างของกำไรขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน และส่วนต่างราคาของผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีที่ลดลง”