Skip to content

แบงก์เด้งรับซอฟต์โลน อุ้มธุรกิจปรับตัว-กู้ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5%

31 ส.ค. 2568 | 18:05น.
แบงก์เด้งรับซอฟต์โลน อุ้มธุรกิจปรับตัว-กู้ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5%

ผลกระทบจากการถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้า หรือ Reciprocal Tariffs ที่ 19% แม้จะเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค แต่แน่นอนว่า การทำธุรกิจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะจะมีทั้งผู้ที่ปรับตัวได้ และปรับตัวไม่ได้ โดยเฉพาะผลกระทบที่ยังไม่ชัดเจนจากการกำหนดเกณฑ์การคำนวณมูลค่าในประเทศ (Regional Value Content : RVC) ดังนั้น สิ่งที่ภาครัฐดำเนินการในช่วงนี้คือ การเตรียมเครื่องมือไว้รองรับผลกระทบ

เตรียมหน้าตักสินเชื่อ 1 แสนล้าน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) รอบล่าสุด กนง.มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 1.50% ต่อปี โดยสิ่งที่คณะกรรมการมีการพูดคุยกันมาก และเป็นปัจจัยหลักของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย คือ ภาวะการเงินตึงตัว โดยสินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง และคุณภาพหนี้ปรับด้อยลงในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และกลุ่มผู้มีรายได้น้อยต่ำกว่า 30,000 บาท และมองไปข้างหน้าหนี้เสียมีโอกาสเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับผลกระทบซ้ำเติมจากมาตรการทางภาษีสินค้านำเข้าสหรัฐ (Reciprocal Tariffs) และปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมที่มีอยู่ ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง

“สักกะภพ พันธ์ยานุกูล” เลขานุการ กนง. ชี้ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับการปรับตัวของภาคธุรกิจค่อนข้างมาก เป็นช่วง Wake up Call ของภาคธุรกิจ จะต้องมีการยกระดับศักยภาพและปรับตัวรองรับ เพราะนโยบายการเงินไม่ได้เป็นตัวที่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างได้ทั้งหมด อย่างไรก็ดี การเข้าไปช่วยคนที่ปรับตัวได้ยาก เป็นสิ่งจำเป็น

สิ่งที่ ธปท.อยู่ระหว่างทำเพิ่มเติม ร่วมกับกระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะผลักดันออกมา ก็คือสินเชื่อที่ช่วยเรื่องสภาพคล่อง ลดต้นทุน ในรูปซอฟต์โลน 30,000 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการปรับตัวอีก 70,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเรื่องการปรับตัว และแข่งขัน ภายใต้บริบทโลกใหม่ รวมถึงสิ่งที่พยายามแก้ปัญหาหนี้อย่างต่อเนื่อง

“รอบนี้ เราต้องการให้สินเชื่อ นอกจากเรื่องของการเยียวยาและลดต้นทุน ก็จะเน้นเรื่องการปรับตัว การ Transformation การลงทุนไปสู่เทรนด์ใหม่ ๆ เรื่องกรีน สิ่งแวดล้อม จะเป็นธีมหลัก แล้วอีกส่วนจะเป็นเรื่องของการทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน เพราะคีย์หลักอยู่ที่ภาคเอกชนจะต้องปรับตัว โดยสิ่งที่ภาคเอกชนต้องการปลดล็อกและแก้ไขปัญหาอุปสรรค จะทำงานร่วมกันและอาจจะเห็นออกมาในเร็ว ๆ นี้”

เคาะแบงก์คิดดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5%

“แหล่งข่าวจากสถาบันการเงิน” เปิดเผยว่า ภายในเดือน ก.ย.นี้ สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องและสินเชื่อเพื่อการพัฒนาศักยภาพน่าจะออกมา ซึ่งจะเป็นลักษณะซอฟต์โลน วงเงิน 1 แสนล้านบาท โดยจะเป็นวงเงินจากธนาคารออมสิน ที่จะปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคารพาณิชย์ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ 0.01% ต่อปี เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถนำไปปล่อยสินเชื่อต่อให้ลูกค้าหรือผู้ประกอบการต่อ บนเงื่อนไขคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 3.5% ต่อปี

ทั้งนี้ ซอฟต์โลน 1 แสนล้านบาท จะแบ่งเป็น 2 วงเงิน วงเงินแรก 30,000 ล้านบาท จะปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เป็นลูกค้าเดิม หรือลูกค้าที่ต้องการรีไฟแนนซ์ โดยจะเป็นสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ และอีก 70,000 ล้านบาท เป็นสินเชื่อเพื่อปรับตัว (Transition) สำหรับการลงทุนใหม่ ทั้งเทคโนโลยี หรือการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (ESG) โดยให้กู้ทั้งเอสเอ็มอี และธุรกิจรายใหญ่ แต่จะต้องไม่เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (บจ.)

ห่วง SMEs รายจิ๋ว-เล็ก แข่งขันยาก

“ณัฐพล ลือพร้อมชัย” รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีค่อนข้างน่าห่วง โดยเฉพาะขนาดจิ๋ว และขนาดเล็กที่มีความอ่อนแอลง ความสามารถในการแข่งขันกับรายกลางและรายใหญ่ทำได้น้อยลง ภายใต้เศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัว กำลังซื้ออ่อนแอ และเจอนโยบายภาษี Reciprocal Tariffs แม้ว่าไทยจะได้ในอัตราภาษี 19% แต่ธุรกิจยังคงได้รับผลกระทบและต้องปรับตัวกับการค้าโลกที่เปลี่ยนไป

โดยแนวโน้มการเติบโตของสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีนี้ จะค่อนข้างยาก เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ประกอบกับในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ไม่ควรเร่งขยายสินเชื่อ เพราะจะเป็นภาระลูกค้า และธนาคาร ซึ่งธนาคารจะต้องดูแลลูกค้าใกล้ชิดหากเห็นสัญญาณเตือน เช่น 1.กลุ่มที่อ่อนแอลง ขายของได้น้อยลง หรือเริ่มผ่อนชำระหนี้ไม่ไหว ธนาคารจะเข้าไปช่วยเหลือในการปรับโครงสร้างหนี้ พักชำระหนี้ ซึ่งกลุ่มนี้ธนาคารช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่โควิด-19 ระบาด

2.กลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่แข็งแรง ธนาคารยังคงให้สภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง โดยการให้สินเชื่อจะเป็นการวางแผนการเงินร่วมกันกับลูกค้า เพื่อไม่ให้เป็นภาระลูกค้ามากเกินไป และ 3.กลุ่มที่แข็งแรงมาก และต้องการปรับเปลี่ยน หรือปรับตัว ธนาคารจะมีสินเชื่อและโซลูชั่น (Transition) เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงการเปลี่ยนผ่านด้วยต้นทุนที่ต่ำ ดังนั้น ธนาคารจะมีโซลูชั่นดูแลลูกค้าทั้ง 3 กลุ่ม รวมถึงการให้ความรู้ Nonfinancial ผ่านโครงการ “SME Care” ด้วย

แบงก์เด้งรับซอฟต์โลน 1 แสนล้าน

“มาตรการซอฟต์โลนที่ภาครัฐจะออกมายังไม่มีรายละเอียด แต่หากนโยบายส่งผ่านออมสิน ธนาคารกสิกรไทยถือว่าเราเป็นลูกค้าหลักในการใช้ซอฟต์โลนอยู่แล้ว ดังนั้น เราพร้อมมีส่วนร่วมช่วยเหลือลูกค้าเอสเอ็มอีต่อเนื่องในการแบ่งเบาภาระ ลดต้นทุน เพื่อให้แข่งขันได้ ซึ่งหากเขาแข็งแรงลูกค้าก็จะกลับมาใช้สินเชื่อเราต่อในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว” รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทยกล่าว

ขณะที่ “ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์” รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวว่า ยังไม่รู้รายละเอียดสินเชื่อซอฟต์โลน ที่จะออกมา แต่มองว่า จะเป็นแหล่งเงินทุนต้นทุนต่ำให้กับสถาบันการเงิน ซึ่งภายหลังจากธนาคารพาณิชย์ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งกระดาน (M Rate) ลง 0.25% ต่อปี พร้อมกัน เนื่องจากแนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีความท้าทายค่อนข้างมาก รวมถึงเศรษฐกิจคู่ค้าที่ชะลอตัวลง ผู้ประกอบการธุรกิจเองก็จะต้องเร่งปรับตัวรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

เบื้องต้นคาดว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษี Reciprocal Tariffs ที่จะกระทบภาคส่งออก และจากสินค้านำเข้าราคาถูกทะลักเข้าไทย (Import Flooding) รวมถึงเศรษฐกิจโดยรวมที่จะชะลอตัวลง ทำให้ผู้ประกอบการจะต้องมีการปรับตัวและปรับแผนธุรกิจ ซึ่งการช่วยเหลือจะแบ่งตามความต้องการ และเป็นกลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้ประกอบการต้องการเสริมสภาพคล่อง หรือต้องการลงทุนใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันในระยะข้างหน้า เป็นต้น

“ตอนนี้ ยังไม่รู้รายละเอียด แต่ถือเป็นเรื่องที่ดีที่แบงก์จะมี Funding Low Cost ในการเข้าไปช่วยเหลือลูกค้า โดยให้การช่วยเหลือเป็นไปตามกลุ่มเป้าหมายและช่วยได้ถูกจุด เช่น ลูกค้าที่ขายของยากขึ้น อาจต้องการเงินเสริมสภาพคล่อง หรือลูกค้าที่ยังพอไหวแต่ต้องการปรับตัว ก็อาจต้องลงทุนเพิ่มต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งเราจะต้องพยายามมองหากลุ่มลูกค้าให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางการจะออกมา” รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซอฟต์โลน