ตลท. ชี้ครึ่งทางปี’68 บจ. SET กำไรสุทธิพุ่ง 15.4% ปรับโครงสร้างธุรกิจหนุน-mai ดิ่ง 42.7%
ตลท. เผย SET ครึ่งปีแรก 2568 กำไรสุทธิรวมโต 15% รับแรงหนุนรายได้พิเศษ-ดอกเบี้ยลด ขณะที่ mai กำไรทรุด 42.7% สะท้อนผลกระทบต้นทุน-ค่าใช้จ่ายพุ่ง
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 809 บริษัท คิดเป็น 98.5% จากทั้งหมด 821 บริษัท (ไม่รวมกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน) ได้นำส่งงบการเงินงวด 6 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 โดยมี 591 บริษัท หรือ 73.1% รายงานผลกำไรสุทธิ
ผลประกอบการรวม บจ. ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) มียอดขาย 8.34 ล้านล้านบาท ลดลง 6.5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานหลัก (Core Profit) อยู่ที่ 794,606 ล้านบาท ลดลง 16.3% อย่างไรก็ตาม การควบคุมต้นทุนทางการเงินและการได้รับรายได้พิเศษจากการควบรวมและปรับโครงสร้างธุรกิจ ส่งผลให้ บจ. มีกำไรสุทธิรวม 589,542 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.4% จากปีก่อน
หากตัดธุรกิจพลังงานและปิโตรเคมีออก ยอดขายรวมของ บจ. ลดลงเพียง 0.7% และกำไรจากการดำเนินงานลดลง 2.3% ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2568 อยู่ที่ 1.49 เท่า ลดลงจาก 1.59 เท่าในปีก่อน
“ภาพรวมครึ่งแรกของปี 2568 บจ. ไทย ที่เติบโตได้ดี ยังคงเกี่ยวข้องกับการอุปโภค บริโภค และการบริการ ได้แก่ 1) หมวดอาหารและเกษตร ซึ่งได้รับผลบวกจากราคาเนื้อสัตว์และอัตรากำไรที่ดีขึ้น รวมถึงราคายางที่ปรับสูงขึ้น 2) หมวดค้าปลีกและโรงพยาบาลยังคงเติบโตจากยอดการใช้จ่ายในประเทศ และ 3) หมวดโทรคมนาคม ได้รับปัจจัยหนุนจากความต้องการใช้ Data และ Internet เพิ่มตามแนวโน้มการปรับสู่สังคม Digital ที่เติบโต อย่างไรก็ตาม บจ. ไทยยังคงเผชิญความท้าทายจากราคาน้ำมันลดลง ค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่งกระทบ บจ. ในธุรกิจด้านพลังงานและปิโตรเคมีภัณฑ์ และกลุ่มที่มีการขายอ้างอิงสกุลเงินต่างประเทศ จึงทำให้ผลการดำเนินงานรวมชะลอลงจากปีก่อน” นายอัสสเดชกล่าว
ด้านตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) รายงานผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน ปี 2568 มียอดขายรวม 100,869 ล้านบาท ลดลง 3.9% ต้นทุนขาย 74,388 ล้านบาท ลดลง 3.8% ทำให้มีกำไรขั้นต้น 26,482 ล้านบาท ลดลง 4.1% ทั้งนี้ บจ. มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น 2% ส่งผลให้ บจ. มีกำไรจากการดำเนินงาน 6,356 ล้านบาท ลดลง 19.3% และมีกำไรสุทธิรวม 3,195 ล้านบาท ลดลง 42.7%