ธปท.เปิดรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการระบบการชำระเงิน หรือ กรช.ในรอบครึ่งแรกของปี’68 เผยเร่งจัดทำแผนพัฒนาระบบชำระเงินของไทย เล็งเสนอกระทรวงการคลังเพิ่มบริการ “White-label Smart Machine” หรือ WSM เพิ่มประสิทธิภาพระบบเอทีเอ็ม และลดต้นทุนบริหารเงินสดในระยะยาว พร้อมต่ออายุแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหยวนและบาท 5 ปี วงเงิน 3.7 แสนล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดรายงานผลการดำเนินงานของคณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) ในรอบครึ่งแรกของปี 2568 ให้ความสำคัญกับการดูแลให้ระบบการชำรชำระเงินของไทยมีประสิทธิภาพ มั่นคงปลอดภัย ให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง มีการกำกับดูแลที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ควบคู่ไปกับการผลักดันให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมด้านการชำระเงินเพื่อให้ทั้งภาคธุรกิจและประชาชนได้รับบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้ง่าย โดยมีการดำเนินงานด้านนโยบายเกี่ยวกับระบบการชำระเงิน
ได้แก่ 1.การจัดทำแผนทิศทางการพัฒนาระบบการชำระเงินของไทย เพื่อสื่อสารทิศทางนโยบายระบบการชำระเงินทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่ง กรช. ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบและบริการชำระเงินที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งานทุกกลุ่ม คำนึงถึงความหลากหลาย ทั้งช่องทางและรูปแบบการให้บริการ ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม รวมถึงการสนับสนุนการพัฒนาให้ข้อมูลการชำระเงินมีการเชื่อมต่อและนำไปใช้ประโยชนในภาคการเงินมากขึ้น และการบริหารจัดการความเสียงอย่างรอบด้าน
2.การบริหารจัดการช่องทางการเข้าถึงเงินสดให้มีประสิทธิภาพ โดยเห็นชอบการเพิ่มบริการ White-label Smart Machine (WSM) ในระบบการชำระเงิน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบเอทีเอ็ม และลดต้นทุนของการบริหารเงินสดในระยะยาว โดยเปิดให้ธนาคารหรือบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการบริหารเงินสดที่ไม่ใช่ธนาคารสามารถเข้ามาแข่งขันเพื่อพัฒนาบริการ โดย ธปท.จะเป็นผู้กำกับดูแลผู้ให้บริการ WSM ภายได้พระราชบัญญัติระบบการชำระเงิน พ.ศ. 2560 (พ.ร.บ.ระบบการชำระเงิน)
ทั้งนี้ ธปท.จะเตรียมเสนอต่อกระทรวงการคลังเพื่อออกประกาศกำหนดให้การให้บริการ WSM เป็นบริการชำระเงินภายใต้ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงินต่อไป โดย ธปท.จะกำกับดูแลผู้ให้บริการ WSM ให้ปฏิบัติตามแผนธุรกิจที่เสนอ และมีการบริหารความเสี่ยงตามเกณฑ์การกำกับดูแล นอกจากนี้ กรช.ยังให้ความสำคัญกับการป้องกันความเสี่ยงที่ WSM อาจถูกใช้เพื่อสนับสนุนธุรกิจสีเทาหรือกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ซึ่ง ธปท.จะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
และ 3.การสนับสนุนให้ระบบการชำระเงินสกุลท้องถิ่นมีประสิทธิภาพ กรช.เห็นชอบการต่ออายุความตกลงทวิภาคี เพื่อแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลหยวนและบาท (Chinese Yuan/Thai Baht Bilateral Currency Swap Arrangement : BSA) ธปท.และธนาคารกลางแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (The People’s Bank of China : PBOC) ครั้งที่ 4 ในวงเงิน 7 หมื่นล้านหยวน หรือ 3.7 แสนล้านบาท ออกไปอีกเป็นเวลา 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 22 ธันวาคม 2573 เพื่อเป็นกลไกช่วยเสริมสภาพคล่องเงินหยวน/บาทแก่สถาบันการเงิน ในการสนับสนุนให้มีทางเลือกสำหรับการทำธุรกรรมด้วยเงินสกุลท้องถิ่นของผู้ประกอบการ
การดำเนินงานด้านการสนับสนุนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน กรช.เห็นชอบและผลักดันการพัฒนาระบบบาทเนต ประกอบด้วย 1.ระยะแรก เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และมีเสถียรภาพมากขึ้น รวมถึงพัฒนา BAHTNET Application Programming Interface (API) ให้เป็นเครือข่ายภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์
2.ระยะถัดไป เน้นการยกระดับโครงสร้างและขีดความสามารถของระบบบาทเนตให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีที่สำคัญ และต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมในอนาคต นอกจากนี้ กรช.เห็นชอบให้ ธปท.ยกระดับการทดสอบแผนรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง (Business Continuity Plan : BCP) ให้รองรับการทดสอบด้วยปริมาณธุรกรรมเสมือนจริง เพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถปิดความเสี่ยงในช่วงระหว่างการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การดำเนินงานด้านการกำกับดูแลระบบและบริการชำระเงินภายใต้การกำกับของ ธปท. กรช.รับทราบผลสรุปการประเมินผลสัมฤทธิ์ของ พ.ร.บ.ระบบการชำระเงินที่สรุปได้ว่า พ.ร.บ.ดังกล่าวยังมีความจำเป็น ไม่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่ไม่คาดคิดหรือไม่พึงประสงค์ รวมถึงรับทราบความคืบหน้าการยกร่างหลักเกณฑ์การกำกับดูแลระบบการชำระเงินรายย่อยที่มีนัยสำคัญต่อระบบการเงิน (Systemically Important Retail Payment System : SIRPS)
ซึ่งมีหลักการสำคัญในการยกระดับการปฏิบัติงานและบริหารความเสี่ยงระบบ SIPPS เพิ่มเติมจากระบบการชำระเงินทั่วไปใน 3 ด้านคือ ด้านธรรมาภิบาล ด้านการบริหารความเสี่ยงและความมั่นคงปลอดภัย และด้านการคุ้มครองและส่งเสริมการแข่งขันของผู้ใช้บริการของระบบ นอกจากนี้ กรช.ได้ติดตามความคืบหน้าในการออกมาตรการยกระดับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของบริการ mobile banking ให้มีมาตรฐานขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับการให้บริการอย่างปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงเท่าทันความเสี่ยงจากภัยคุกคามไซเบอร์ และภัยทุจริตทางการเงินที่มีการสวมรอยทำธุรกรรมแทนผู้ใช้บริการ (unauthorized payment fraud) โดยมีผลบังคับใช้แล้วกับสถาบันการเงิน เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2568